Damus
HereTong profile picture
HereTong

EP8 Cultured Meat Early Days — Willem van Eelen, Memphis Meats

Article header image

ยุคแรกเริ่มของเนื้อทดแทน

#pirateketo#siamstr#winteriscoming

แนวคิดการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้ “เนื้อสัตว์ที่ไม่ต้องมาจากการฆ่า” ปรากฏครั้งแรกในบริบทที่แทบไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลายเป็นรากของอุตสาหกรรมระดับโลกในอีกหลายสิบปีต่อมา ชายชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ Willem van Eelen เติบโตในยุโรปหลังสงครามโลกซึ่งกำลังเผชิญความขาดแคลนอาหาร การปันส่วน และความกังวลว่าทรัพยากรโลกอาจไม่พอสำหรับประชากรที่เติบโตขึ้นไม่หยุด ประสบการณ์ในค่ายเชลยทำให้เขาเห็นความเปราะบางของมนุษย์ต่อระบบอาหาร และความจริงที่ว่าเมื่ออาหารถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ชีวิตก็ถูกควบคุมไปพร้อมกัน ความทรงจำเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขาแสวงหาแนวทางลดการกินเนื้อ แต่ผลักให้เขาตั้งคำถามว่า ถ้าสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือโปรตีนและพลังงานจากเนื้อสัตว์ มนุษย์สามารถ “ผลิต” เนื้อได้โดยไม่ต้องพึ่งทั้งการเลี้ยงสัตว์หรือการฆ่าสัตว์หรือไม่ การตั้งคำถามลักษณะนี้ในยุคที่เทคโนโลยีชีวภาพยังห่างไกลจากปัจจุบัน ถือเป็นการเดินนำหน้าเส้นเวลาในแบบที่เอกสารหลายแห่งมองตรงกันว่าเต็มไปด้วยความดื้อดึงมากกว่าความเป็นไปได้จริง

เมื่อเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์ยังจำกัดอยู่ในห้องแล็บทางการแพทย์ การเสนอว่า “กล้ามเนื้อที่กินได้” สามารถปลูกขึ้นมาเหมือนเนื้อเยื่อรักษาบาดแผล จึงดูเป็นเพียงภาพฝันมากกว่าโครงการวิทยาศาสตร์ที่มีจุดหมายทางการค้า แต่สำหรับ van Eelen แนวคิดนี้มีน้ำหนักมากกว่าความฝัน เขามองเห็นอนาคตที่ความต้องการโปรตีนจะสูงขึ้นในขณะที่ทรัพยากร เช่น ที่ดินและน้ำ จะยิ่งตึงตัว เขาไม่ได้อ้างว่าสัตว์เป็นปัญหา แต่เขามองเห็นว่าระบบการผลิตอาหารจะชนเพดานของตัวเองในสักวันหนึ่ง และมนุษย์อาจต้องหาวิธีผลิต “เนื้อที่ไม่ต้องเลี้ยงสัตว์” เพื่อลดภาระด้านทรัพยากร แม้ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีทุนสนับสนุน ไม่มีระบบวิจัย ไม่มีบริษัทไบโอเทคที่เห็นศักยภาพของเรื่องนี้ แต่เขายังคงขยับไอเดียนี้ไปข้างหน้าในแบบชีววิทยายุคแรกที่อาศัยความพยายามมากกว่าเครื่องมือวิเคราะห์ระดับโมเลกุลแบบปัจจุบัน

ความพิเศษคือแนวคิดของเขาไม่ได้พยายามลดทอนความสำคัญของเนื้อสัตว์ในฐานะอาหารหลักของมนุษย์แบบที่สำนักสุขภาพสมัยใหม่หลายแห่งผลักดันในยุคหลัง แต่ตั้งอยู่บนมุมมองว่ามนุษย์กินเนื้อมาโดยตลอด และหากวันหนึ่งสังคมเผชิญปัญหาเช่นสงคราม โรคระบาด หรือภาวะอาหารไม่พอ อาจต้องมีเทคโนโลยีสำรองที่จะรักษาความมั่นคงทางอาหารไว้ให้ได้ การที่ชายคนหนึ่งคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ทำให้แนวคิดเพาะเลี้ยงเนื้อไม่ได้ถือกำเนิดจาก Silicon Valley อย่างที่หลายคนเชื่อ แต่มาจากความพยายามเดี่ยว ๆ ของคนที่เห็นความเปราะบางของระบบอาหารมาก่อนยุคที่ข้อมูลและโมเดลคาดการณ์จะบอกเราว่าระบบกำลังเข้าสู่ภาวะกดดัน

ความพยายามของ van Eelen ในช่วงนี้จึงเป็นรากฐานทางความคิดมากกว่าเป็นรากฐานทางเทคนิค เขาไม่สามารถสร้างเนื้อที่รับประทานได้จริงในยุคนั้น แต่เขาสร้าง “กรอบคำถาม” และ “โจทย์วิจัย” ที่จะกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อหลายสิบปีต่อมา ได้แก่ จะใช้กล้ามเนื้อชนิดใดในการเพาะเลี้ยง จะทำให้เซลล์เติบโตต่อเนื่องได้อย่างไร จะจัดหาอาหารเลี้ยงเซลล์จากแหล่งใดโดยไม่ใช้ซีรั่มจากสัตว์ และจะทำให้โครงสร้างของเนื้อที่ปลูกขึ้นมาใกล้เคียงเนื้อจริงได้อย่างไร ในเวลานั้นโจทย์เหล่านี้ยังเกินขอบเขตความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่ก็ทำให้พื้นที่วิจัยถูกนิยามไว้ตั้งแต่ยุคที่สังคมยังไม่รู้จักคำว่า cultured meat หรือ lab-grown meat และไม่มีใครคาดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นธุรกิจระดับพันล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่ทศวรรษถัดมา

แม้สื่อจำนวนมากมักเริ่มเรื่องเพาะเลี้ยงเนื้อจากเหตุการณ์เบอร์เกอร์แล็บในปี 2013 แต่หากย้อนกลับไปตามไทม์ไลน์ที่มีหลักฐาน สิ่งที่เกิดขึ้นในยุค van Eelen คือจุดตั้งต้นที่ทำให้แนวคิดนี้ไม่สูญหายไปจากแวดวงวิทยาศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่ความคิดหนึ่งถูกวางลงบนโลก แม้ยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอ ไม่มีนักลงทุนสนใจ และไม่มีโครงสร้างอุตสาหกรรมรองรับ แต่ไอเดีย “เพาะเนื้อแทนการเลี้ยงสัตว์” เริ่มมีตัวตนขึ้นจริงเป็นครั้งแรก และจะเป็นจุดที่เชื่อมไปสู่การทดลองระดับมหาวิทยาลัย การสนับสนุนจากรัฐ และการขยายสเกลสู่บริษัทสตาร์ทอัพรุ่นแรกในช่วงต่อมาอย่างเป็นลำดับตามไทม์ไลน์ที่ปรากฏในเอกสารนโยบายและบันทึกสิทธิบัตรที่ตรวจสอบได้ในภายหลัง

การเดินทางของแนวคิดเพาะเลี้ยงเนื้อจากจุดเริ่มต้นเชิงความคิดของ van Eelen ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นโครงสร้างที่จับต้องได้มากขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำแนวคิดนี้เข้าสู่พื้นที่ทางกฎหมายและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งที่เขาเห็นชัดคือ หากต้องการให้เทคโนโลยีนี้เป็นจริง มันต้องผ่านกรอบกฎหมายที่รองรับการผลิตอาหาร ไม่ใช่คงอยู่ในห้องแล็บเชิงทดลองเพียงอย่างเดียว จึงเริ่มเกิดร่างสิทธิบัตรที่พยายามจับความคิด “เพาะเลี้ยงกล้ามเนื้อที่กินได้” ไว้ในรูปแบบที่เผยให้เห็นวิธีคิดยุคแรกของเทคโนโลยีนี้อย่างตรงไปตรงมา กระบวนการต่าง ๆ ในเอกสารเหล่านั้นสะท้อนความเข้าใจทางชีววิทยาในเวลานั้น เช่น การใช้เซลล์ต้นกำเนิดของกล้ามเนื้อ การกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวในสื่อเลี้ยงเซลล์ และการจัดเรียงเส้นใยให้มีลักษณะใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง แทบทุกประโยคในเอกสารยังคงอาศัยหลักของการแพทย์ฟื้นฟูและการวิจัยเนื้อเยื่อเป็นฐาน เพราะเทคโนโลยีเฉพาะทางด้านอาหารยังไม่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานประเภทนี้

จุดสำคัญของสิทธิบัตรเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การผลิตเนื้อขึ้นมาสำเร็จ แต่อยู่ที่การวาง “ขอบเขตของปัญหา” ให้กับนักวิจัยรุ่นหลัง เหมือนการลากเส้นขอบสนามให้ชัดเจนก่อนที่เกมจริงจะเริ่มต้น เอกสารเหล่านั้นทำให้เห็นว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อมีโจทย์หลักสามแกนคือ 1.แหล่งเซลล์ตั้งต้น 2.การทำให้เซลล์เติบโตในสภาวะที่ควบคุมได้ และ 3.การสร้างโครงสร้างสามมิติที่ทำให้เนื้อที่ปลูกขึ้นมาไม่ใช่เพียงก้อนเซลล์ไร้รูปร่าง การนิยามโจทย์เช่นนี้กลายเป็นฐานความรู้ก่อนที่เทคโนโลยีด้านวัสดุชีวภาพ ไบโอรีแอกเตอร์ และชีววิทยาเชิงวิศวกรรมจะพัฒนาจนสามารถทำให้สิ่งที่ van Eelen เขียนไว้ในเอกสารยุคแรกกลายเป็นโครงการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมในหลายประเทศ

ในยุคนั้นความท้าทายสำคัญคือการพึ่งพาอาหารเลี้ยงเซลล์ที่มีส่วนประกอบจากสัตว์ โดยเฉพาะซีรั่มจากเลือดลูกวัว ซึ่งมีบทบาทในงานเพาะเลี้ยงเซลล์ทางการแพทย์ แต่ไม่สามารถใช้เป็นพื้นฐานของอาหารที่ตั้งใจจะลดการพึ่งพาปศุสัตว์ได้จริง ความย้อนแย้งนี้ถูกพูดถึงในเอกสารทางวิชาการหลายแห่ง ทำให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวัสดุที่ขึ้นกับสัตว์ได้ และยังห่างไกลจากต้นแบบอาหารที่สามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรม ความจริงนี้ทำให้เห็นจังหวะทางเทคโนโลยีชัดเจนว่า การเพาะเลี้ยงเนื้อยุคแรกคือ “การวางโจทย์ก่อนที่เครื่องมือจะเกิดขึ้น” และต้องรอเวลาให้หลายแขนงของวิทยาศาสตร์พัฒนาไล่ทันกรอบแนวคิดชุดนี้

อีกประเด็นที่สะท้อนในสิทธิบัตรยุคแรกคือ ความกังวลเรื่องทรัพยากรอาหารที่จะใช้เลี้ยงเซลล์ในระยะยาว เอกสารหลายฉบับขีดเส้นว่าหากต้องการผลิตในสเกลใหญ่ จะต้องหาทางเลือกใหม่ที่ไม่พึ่งวัตถุดิบจากสัตว์หรือวัตถุดิบหายาก ซึ่งโจทย์นี้จะกลายเป็นจุดบรรจบสำคัญของวิทยาศาสตร์และธุรกิจในอีกหลายสิบปีต่อมา เนื่องจากหากไม่มีแหล่งอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ต้นทุนต่ำและเสถียร พื้นที่ธุรกิจของเนื้อเพาะเลี้ยงจะไม่สามารถแข่งขันกับโปรตีนจากธรรมชาติได้เลย แม้จะมีข้อดีด้านภาพลักษณ์หรือการอธิบายเชิงสิ่งแวดล้อมก็ตาม แนวคิดเหล่านี้ในเอกสารสิทธิบัตรยุคแรกจึงเป็นเหมือนร่างเค้าโครงของปัญหาที่ต้องแก้ในอนาคต มากกว่าจะเป็นคู่มือทำซ้ำที่ใช้งานได้จริงในสภาพเทคโนโลยีในเวลานั้น

กระบวนการจดสิทธิบัตรยังทำให้เห็นความตั้งใจของ van Eelen ที่มองเรื่องนี้เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เขาจดสิทธิบัตรในหลายประเทศ ครอบคลุมทั้งวิธีเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อ และการนำไปประยุกต์ใช้เป็นอาหาร ซึ่งสะท้อนภาพว่าเขามองเห็นแนวคิดนี้ในระดับโลก แม้ในเวลานั้นแทบไม่มีบริษัทอาหารหรือบริษัทยาชั้นนำให้ความสนใจ การก้าวเข้าสู่พื้นที่ทรัพย์สินทางปัญญานี้ทำให้แนวคิดเพาะเลี้ยงเนื้อไม่ใช่เพียงความคิดลอย ๆ แต่เป็นโครงร่างที่ถูกล็อกไว้ในระบบกฎหมาย และจะเป็นร่องรอยให้บริษัทและนักวิจัยรุ่นต่อมานำไปต่อยอดได้โดยตรง

เมื่อมองย้อนกลับด้วยหลักฐานที่มีอยู่ ช่วงเวลานี้ไม่ได้ทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงเกิดขึ้นจริง แต่เป็นการยึดหลักความคิดให้อยู่ในพื้นที่สาธารณะผ่านเอกสารทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ ทำให้แนวคิดไม่ถูกลืมหายไปเหมือนโครงการวิจัยยุคสั้น ๆ หลายเรื่อง และเมื่อเทคโนโลยีทางชีววิทยาและแหล่งทุนเริ่มสุกงอมในทศวรรษต่อมา สิ่งที่ van Eelen วางไว้ในรูปสิทธิบัตรจึงกลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญของโครงการเพาะเลี้ยงเนื้อทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังเริ่มสร้างตัวจริง

เมื่อแนวคิดเพาะเลี้ยงเนื้อถูกวางกรอบไว้ในระดับสิทธิบัตรแล้ว ขั้นตอนต่อมาที่ทำให้เรื่องนี้เริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ คือการเข้ามาของแหล่งทุนภาครัฐและโครงสร้างนโยบายระดับสหภาพยุโรปซึ่งมองเห็นว่าความมั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นวาระที่ต้องวางรากเหตุผลใหม่หลังยุคสงครามเย็น ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ต่อเนื่องสู่ต้นทศวรรษ 2000 เริ่มมีเอกสารของหน่วยงานรัฐในเนเธอร์แลนด์และยุโรปที่พูดถึงการสนับสนุนเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อในฐานะโครงการวิจัยระยะยาว การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้องการแทนที่ระบบเกษตรแบบดั้งเดิมทันที แต่สะท้อนความตึงตัวของทรัพยากรในยุโรปซึ่งถูกบันทึกไว้อย่างต่อเนื่องในรายงานด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมของหลายองค์กรระดับทวีป การจัดสรรเงินทุนให้มหาวิทยาลัยและกลุ่มวิจัยในเนเธอร์แลนด์จึงเป็นการวางรากฐานทางเทคโนโลยีอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความเป็นไปได้มากกว่าจะสร้างผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

การสนับสนุนเหล่านี้ทำให้แนวคิดของ van Eelen ซึ่งเคยเป็นเพียงกรอบทางความคิดเริ่มเปลี่ยนเป็นงานทดลองที่มีทรัพยากรจริง ทั้งในด้านอุปกรณ์ วัสดุ และบุคลากรวิจัย สภาพแวดล้อมทางวิชาการที่เข้มแข็งของเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อด้านสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้กลุ่มวิจัยเริ่มทดสอบวิธีการเพาะเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อด้วยแนวคิดทางวิศวกรรมมากขึ้น ทั้งการหาวิธีให้เส้นใยเติบโตในแนวระนาบเดียวกัน การใช้สเกฟโฟลด์เพื่อจัดโครงสร้างเซลล์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สื่อเลี้ยงเซลล์ให้ประหยัดลง เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูงที่เป็นข้อจำกัดสำคัญในยุคแรก รายงานด้านการจัดสรรเงินทุนในช่วงนั้นระบุว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องเดินคู่กับการพัฒนาความเข้าใจด้านกฎระเบียบอาหาร เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดใดรองรับสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งผลิตภัณฑ์จากสัตว์หรือพืชอย่างชัดเจน

การเข้ามาของภาครัฐจึงทำให้เรื่องนี้มีความเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับสหภาพยุโรปที่เริ่มพูดถึงกฎระเบียบ Novel Foods ซึ่งเป็นหมวดที่ครอบคลุมอาหารใหม่ทุกชนิด รวมถึงกลุ่มอาหารที่ผลิตจากเทคโนโลยีชีวภาพ รายงานของหน่วยงานในช่วงนั้นระบุว่าการกำหนดนิยามของอาหารใหม่และมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมอาหารบางประเภทเข้าสู่ตลาดได้ในอนาคต แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อจะผ่านเกณฑ์ใด แต่กรอบกฎหมายนี้ทำให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมีแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่เสี่ยงต่อการถูกปิดกั้นทางกฎหมายในขั้นต้น การมีโครงสร้างกฎหมายที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นจึงทำให้โครงการทดลองไม่จบลงเพียงในห้องแล็บ แต่มีโอกาสถูกนำไปต่อยอดในระดับเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคตหากเทคโนโลยีสุกงอมพอ

ในช่วงเวลาเดียวกัน เริ่มมีการพูดถึงความเสี่ยงของอุตสาหกรรมโปรตีนดั้งเดิม เช่น โรควัวบ้าและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการผลิตในสเกลใหญ่ ซึ่งถูกบันทึกไว้ในรายงานของหน่วยงานยุโรปหลายแห่ง แม้เอกสารไม่ได้เสนอให้แทนที่เนื้อสัตว์โดยตรง แต่การชี้ปัญหาที่ทำให้เสถียรภาพของระบบอาหารลดลง ทำให้กลไกจัดสรรทุนมีเหตุผลรองรับว่าการวิจัยโปรตีนทางเลือกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุโรปในระยะยาว แนวโน้มนี้สะท้อนว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อไม่ได้ถือกำเนิดเพื่อมาเป็น “คู่แข่ง” ของภาคปศุสัตว์ แต่เกิดจากความต้องการลดความเปราะบางของระบบอาหารที่ถูกบันทึกไว้ในเอกสารเชิงนโยบายต่อเนื่องหลายปี

สภาวะดังกล่าวทำให้กลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่ในเนเธอร์แลนด์ได้รับทั้งพื้นที่ ความชอบธรรม และทรัพยากรในการพัฒนาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อ พร้อมกับการสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ความเคลื่อนไหวนี้เป็นจุดเชื่อมสำคัญที่ทำให้ความคิดของ van Eelen หลุดพ้นจากการเป็นเพียงโครงร่างบนกระดาษ กลายเป็นโครงการที่มีเป้าหมายชัดเจน มีเส้นทางในแผนวิจัย และมีโครงสร้างกฎหมายรองรับในฐานะอาหารใหม่ที่จะถูกประเมินตามหลักความปลอดภัยด้านอาหารในอนาคต

ช่วงเวลานี้จึงเป็นตัวเร่งที่ทำให้แนวคิดเริ่มถูกดึงเข้าสู่กระบวนการทดลองอย่างมีระบบ และเป็นสะพานที่เชื่อมต่อไปสู่การพัฒนาเชิงโครงสร้างขั้นต่อไป เมื่อกลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อจาก van Eelen สิ่งที่เคยเป็นเพียงแนวคิดตั้งต้นจึงเริ่มมีทิศทาง อุปกรณ์ และข้อมูลเพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดการทดลองต้นแบบ จนเริ่มเห็นร่องรอยของ “เนื้อเพาะเลี้ยง” ในความหมายที่ระบบอาหารร่วมสมัยเข้าใจในเวลาต่อมา

จังหวะสำคัญที่ทำให้แนวคิดเพาะเลี้ยงเนื้อก้าวพ้นจากสถานะ “งานวิจัยในเอกสาร” สู่การรับรู้ระดับสาธารณะคือการประกาศต้นแบบเบอร์เกอร์ที่สร้างขึ้นจากกล้ามเนื้อเพาะเลี้ยงในปี 2013 โดยทีมของ Mark Post ที่มหาวิทยาลัย Maastricht เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงกลายเป็นสินค้าทันที แต่ทำให้โลกเริ่มเห็นว่าโครงร่างทางเทคโนโลยีที่ van Eelen วางไว้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เริ่มมีความเป็นไปได้เชิงวิศวกรรมจริง เบอร์เกอร์ชิ้นนั้นมีต้นทุนสูงจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความ “ไม่พร้อม” ในการนำมาขาย แต่ในเชิงนโยบายและเชิงทุน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำหน้าที่เป็นการสาธิตศักยภาพมากกว่าเป็นการเปิดตัวสินค้า รายงานหลายแห่งบันทึกว่าการพัฒนาใช้เวลายาวนานและต้องอาศัยเส้นใยกล้ามเนื้อหลายพันเส้นเพื่อสร้างเนื้อเนื้อเยื่อที่มีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงของจริงที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีในขณะนั้นจะทำได้

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้โดดเด่นไม่ใช่เฉพาะตัวเบอร์เกอร์ แต่คือวิธีการนำเสนอและการจัดเวทีที่ออกแบบให้สื่อมวลชนทั่วโลกจับตา จุดนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างงานวิจัยในยุโรปกับกระแสการลงทุนเชิงเทคโนโลยีแบบอเมริกัน กระบวนการสาธิตที่เน้นภาพการ “สร้างเนื้อจากเซลล์” ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าหากเทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนได้ ก็มีโอกาสที่จะขยายสเกลได้ในแบบเดียวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่น ๆ การตีความนี้ถูกพูดถึงในบทวิเคราะห์หลายฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าการนำเสนอครั้งนั้นวางแนวทางให้การเพาะเลี้ยงเนื้อถูกมองผ่านเลนส์ “นวัตกรรม” มากกว่าเลนส์ “วิทยาศาสตร์อาหาร” ส่งผลให้การเล่าเรื่องผูกตัวเองเข้ากับภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีชีวภาพ และอนาคตของความมั่นคงทางอาหาร

แม้จะมีคำถามต่อความสามารถในการผลิตในสเกลใหญ่และต้นทุนที่สูงลิ่ว แต่การสาธิตเช่นนี้ได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาหลักไม่ใช่ความเป็นไปได้ทางชีววิทยาอีกต่อไป แต่เป็นข้อจำกัดด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของอาหารเซลล์เพาะเลี้ยง ปัญหาเหล่านี้ถูกระบุในเอกสารเชิงเทคนิคหลายแห่งตั้งแต่ปีแรก ๆ เช่น การทำให้เส้นใยเติบโตเป็นมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ การพัฒนาสื่อเลี้ยงเซลล์ที่ไม่พึ่งพาวัสดุจากสัตว์ และการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ในสภาวะที่ควบคุมได้สม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ที่นักวิจัยต้องรับมือในทศวรรษต่อมา แต่การที่เบอร์เกอร์ชิ้นนั้นปรากฏสู่สายตาสาธารณะทำให้โจทย์เหล่านี้ไม่ได้ถูกมองเป็นอุปสรรค แต่เป็นช่องว่างทางเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขได้ด้วยทุนและการเร่งพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม

ความสำคัญอีกด้านของเหตุการณ์นี้คือบทบาทของผู้สนับสนุนทุนเอกชนที่มีความสนใจต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ รายงานหลายแห่งระบุว่าการสาธิตครั้งนั้นได้รับทุนจากผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีซึ่งมองเห็นโอกาสในการสร้างระบบอาหารใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยเดิม เช่น ที่ดิน พื้นที่เกษตร และการเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิม การเข้ามาของทุนประเภทนี้ในจังหวะที่เทคโนโลยีกำลังเริ่มขยับจากงานวิจัยสู่การสาธิตจึงเป็นตัวเร่งที่ทำให้งานพัฒนาในยุคหลังเดินเร็วขึ้นกว่าที่จะเกิดขึ้นจากแหล่งทุนภาครัฐเพียงอย่างเดียว

กระแสความสนใจจากสื่อทำให้เบอร์เกอร์ชิ้นนี้กลายเป็นจุดอ้างอิงในทุกการอภิปรายเรื่องโปรตีนทางเลือกในทศวรรษ 2010 แม้ยังไม่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ แต่การเกิดขึ้นของต้นแบบนี้ทำให้พื้นที่ระหว่างงานวิจัยกับภาคเอกชนเริ่มเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพของแล็บ ไบโอรีแอกเตอร์ และเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกจัดวางให้เห็นเป็นโครงสร้างชัดเจน ได้สร้างบรรยากาศที่ทำให้นักลงทุนหลายรายเชื่อว่าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อกำลังเข้าสู่ยุคที่สามารถเร่งพัฒนาได้ด้วยสูตรสำเร็จแบบเดียวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ คือการเพิ่มทุนและการขยับสเกลอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ปี 2013 จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่เชื่อมแนวคิดตั้งต้นของ van Eelen เข้ากับแรงขับเคลื่อนแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และเป็นสะพานที่เปิดทางให้บริษัทสตาร์ทอัพรุ่นแรกเข้าสู่สมการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริษัทที่เลือกใช้วิธีคิดแบบ Silicon Valley ซึ่งจะกลายเป็นแรงหลักในช่วงต่อไปของเส้นเวลา เมื่อเสียงของนักลงทุนและผู้ประกอบการเริ่มมีบทบาทเทียบเท่าหรือมากกว่านักวิจัยในการตัดสินว่าเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อจะพัฒนาไปในทิศทางใด

การเข้าสู่สมการของผู้เล่นสหรัฐอเมริกาทำให้ไทม์ไลน์ของเนื้อเพาะเลี้ยงเปลี่ยนจากการเป็นเทคโนโลยีเชิงวิจัยที่พัฒนาช้าและระมัดระวัง ไปสู่การเป็น “อุตสาหกรรมเกิดใหม่” ที่ถูกผลักด้วยวิธีคิดแบบสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยี บริษัทที่ทำให้จังหวะนี้ปรากฏชัดที่สุดคือ Memphis Meats ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2010 โดยวางตัวไม่ใช่แค่กลุ่มนักวิจัย แต่เป็นบริษัทที่ต้องการสร้างโปรตีนรูปแบบใหม่โดยใช้โมเดลผู้ประกอบการในแบบ Silicon Valley จุดตั้งต้นของบริษัทคือการนำเสนองานวิจัยเพาะเลี้ยงกล้ามเนื้อในระดับที่มีความคืบหน้าเพียงพอสำหรับทำเป็น “ต้นแบบอาหาร” มากกว่าจะเป็นงานเชิงวิชาการ การนำเสนอผ่านคลิปสาธิตและสื่อที่ออกแบบให้เข้าใจง่ายทำให้บริษัทเข้าถึงนักลงทุนได้อย่างกว้างขวางกว่าวงการวิจัยดั้งเดิม

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ Memphis Meats ไม่ได้เริ่มจากการอธิบายเทคโนโลยีเชิงลึก แต่เริ่มจากการเล่า “โครงการ” ที่มีจุดหมาย เช่น การสร้างไก่หรือเนื้อวัวจากเซลล์โดยไม่ต้องเลี้ยงสัตว์ พร้อมภาพประกอบที่ทำให้ผู้สนใจลงทุนเห็นว่าความเป็นไปได้นั้นจับต้องได้มากกว่าช่วงเวลาที่เทคโนโลยียังอยู่ในยุโรป การเล่าเรื่องลักษณะนี้สอดคล้องกับวิธีระดมทุนแบบ venture capital ที่เน้นการสร้างภาพของอนาคต ไม่ใช่เพียงอธิบายวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวนี้ถูกบันทึกไว้ในข่าวธุรกิจและเอกสารการลงทุนจำนวนมาก ซึ่งระบุว่าบริษัทใช้โมเดลเดียวกับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีคือการเริ่มจากต้นแบบที่มีต้นทุนสูงก่อน แล้วใช้ทุนเพื่อค่อย ๆ ลดต้นทุนผ่านการวิจัยและขยายกำลังการผลิต

การเข้ามาของบริษัทนี้ยังทำให้เกิดเครือข่ายผู้ลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีไปจนถึงบริษัทอาหารรายใหญ่ที่ต้องการจับทิศทางอนาคต รายงานหลายแห่งระบุว่าเครือข่ายทุนระดับนี้ทำให้บริษัทมีความสามารถทางการเงินที่เหนือกว่ากลุ่มวิจัยในยุโรปที่พึ่งพาทุนภาครัฐ การมีเงินทุนอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถทดลองในระดับที่ต้องใช้ทรัพยากรมาก ทั้งการสร้างระบบไบโอรีแอกเตอร์รุ่นแรก การปรับสูตรสื่อเลี้ยงเซลล์ให้พึ่งพาวัตถุดิบน้อยลง และการทดลองสร้างโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ซับซ้อนขึ้น แนวทางเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดแบบสตาร์ทอัพที่ไม่ผูกติดกับข้อจำกัดเดิมของงานวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่ตั้งใจข้ามอุปสรรคด้วยการเติมทุนเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีในด้านที่มักชะลอตัวเมื่ออยู่ในสถาบันการศึกษา

อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าสู่โมเดลสตาร์ทอัพทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงเริ่มเกี่ยวข้องกับความคาดหวังเชิงตลาดและเชิงนโยบายมากขึ้น การนำเสนอของบริษัทเน้นเรื่องความปลอดภัย ความโปร่งใส และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้เกิดการสนทนาในวงกว้างโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นที่เงียบกว่าแต่มีผลเท่าเทียมกันคือการเตรียมโครงสร้างเพื่อเข้ากระบวนการกำกับดูแลอาหารใหม่ บริษัทต้องเผชิญคำถามว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควรถูกจัดอยู่ในหมวดใด เนื่องจากไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยตรงแต่ก็ไม่ใช่อาหารจากพืชเหมือนผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกก่อนหน้า ความไม่ชัดเจนทางกฎหมายนี้ปรากฏในเอกสารรายงานของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าต้องพัฒนากระบวนการประเมินความปลอดภัยแบบเฉพาะสำหรับอาหารที่ผลิตจากเซลล์

การขยายบทสนทนาเรื่องเนื้อเพาะเลี้ยงจากงานวิจัยสู่ระดับสาธารณะยังทำให้บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารเริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จุดนี้สะท้อนถึงการมองเห็นว่าหากเทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ในอนาคต บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ก็อาจต้องการมีส่วนในตลาดนี้เพื่อไม่ให้หลุดจากการเปลี่ยนแปลงด้านโปรตีนในระยะยาว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในสื่อธุรกิจหลายแห่ง และทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงไม่ใช่เพียงการทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในแนวทางที่อุตสาหกรรมอาหารต้องพิจารณาอย่างจริงจังในเชิงยุทธศาสตร์

จุดเด่นของช่วงเวลานี้คือการผสมผสานของสามเส้นเรื่องเข้าด้วยกัน คือเส้นเรื่องของสตาร์ทอัพที่มองหาโอกาสใหม่ เส้นเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่ต้องการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ และเส้นเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการมองไปข้างหน้า ผลรวมของทั้งสามทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงไม่ได้อยู่เพียงในห้องแล็บอีกต่อไป แต่เริ่มเคลื่อนเข้าสู่วงจรการลงทุน การทดสอบกฎหมาย และการสร้างพื้นที่การรับรู้ในตลาด จุดนี้คือการวางรากของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อในความหมายร่วมสมัย ก่อนจะขยับสู่ยุคที่มีผู้เล่นมากขึ้น เทคโนโลยีหลากหลายขึ้น และแรงผลักเชิงนโยบายชัดเจนขึ้นในทศวรรษต่อมา

การเข้าสู่สมการของผู้เล่นสหรัฐอเมริกาทำให้เส้นเรื่องของเนื้อเพาะเลี้ยงเปลี่ยนจากการเป็นเทคโนโลยีเชิงวิจัยที่พัฒนาช้าและระมัดระวัง ไปสู่การเป็น “อุตสาหกรรมเกิดใหม่” ที่ถูกผลักด้วยวิธีคิดแบบสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยี บริษัทที่ทำให้จังหวะนี้ปรากฏชัดที่สุดคือ Memphis Meats ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2010 โดยวางตัวไม่ใช่แค่กลุ่มนักวิจัย แต่เป็นบริษัทที่ต้องการสร้างโปรตีนรูปแบบใหม่โดยใช้โมเดลผู้ประกอบการในแบบ Silicon Valley จุดตั้งต้นของบริษัทคือการนำเสนองานวิจัยเพาะเลี้ยงกล้ามเนื้อในระดับที่มีความคืบหน้าเพียงพอสำหรับทำเป็น “ต้นแบบอาหาร” มากกว่าจะเป็นงานเชิงวิชาการ การนำเสนอผ่านคลิปสาธิตและสื่อที่ออกแบบให้เข้าใจง่ายทำให้บริษัทเข้าถึงนักลงทุนได้อย่างกว้างขวางกว่าวงการวิจัยดั้งเดิม

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ Memphis Meats ไม่ได้เริ่มจากการอธิบายเทคโนโลยีเชิงลึก แต่เริ่มจากการเล่า “โครงการ” ที่มีจุดหมาย เช่น การสร้างไก่หรือเนื้อวัวจากเซลล์โดยไม่ต้องเลี้ยงสัตว์ พร้อมภาพประกอบที่ทำให้ผู้สนใจลงทุนเห็นว่าความเป็นไปได้นั้นจับต้องได้มากกว่าช่วงเวลาที่เทคโนโลยียังอยู่ในยุโรป การเล่าเรื่องลักษณะนี้สอดคล้องกับวิธีระดมทุนแบบ venture capital ที่เน้นการสร้างภาพของอนาคต ไม่ใช่เพียงอธิบายวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวนี้ถูกบันทึกไว้ในข่าวธุรกิจและเอกสารการลงทุนจำนวนมาก ซึ่งระบุว่าบริษัทใช้โมเดลเดียวกับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีคือการเริ่มจากต้นแบบที่มีต้นทุนสูงก่อน แล้วใช้ทุนเพื่อค่อย ๆ ลดต้นทุนผ่านการวิจัยและขยายกำลังการผลิต

การเข้ามาของบริษัทนี้ยังทำให้เกิดเครือข่ายผู้ลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีไปจนถึงบริษัทอาหารรายใหญ่ที่ต้องการจับทิศทางอนาคต รายงานหลายแห่งระบุว่าเครือข่ายทุนระดับนี้ทำให้บริษัทมีความสามารถทางการเงินที่เหนือกว่ากลุ่มวิจัยในยุโรปที่พึ่งพาทุนภาครัฐ การมีเงินทุนอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถทดลองในระดับที่ต้องใช้ทรัพยากรมาก ทั้งการสร้างระบบไบโอรีแอกเตอร์รุ่นแรก การปรับสูตรสื่อเลี้ยงเซลล์ให้พึ่งพาวัตถุดิบน้อยลง และการทดลองสร้างโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ซับซ้อนขึ้น แนวทางเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดแบบสตาร์ทอัพที่ไม่ผูกติดกับข้อจำกัดเดิมของงานวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่ตั้งใจข้ามอุปสรรคด้วยการเติมทุนเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีในด้านที่มักชะลอตัวเมื่ออยู่ในสถาบันการศึกษา

อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าสู่โมเดลสตาร์ทอัพทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงเริ่มเกี่ยวข้องกับความคาดหวังเชิงตลาดและเชิงนโยบายมากขึ้น การนำเสนอของบริษัทเน้นเรื่องความปลอดภัย ความโปร่งใส และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้เกิดการสนทนาในวงกว้างโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นที่เงียบกว่าแต่มีผลเท่าเทียมกันคือการเตรียมโครงสร้างเพื่อเข้ากระบวนการกำกับดูแลอาหารใหม่ บริษัทต้องเผชิญคำถามว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควรถูกจัดอยู่ในหมวดใด เนื่องจากไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยตรงแต่ก็ไม่ใช่อาหารจากพืชเหมือนผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกก่อนหน้า ความไม่ชัดเจนทางกฎหมายนี้ปรากฏในเอกสารรายงานของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าต้องพัฒนากระบวนการประเมินความปลอดภัยแบบเฉพาะสำหรับอาหารที่ผลิตจากเซลล์

จุดนี้สะท้อนถึงการมองเห็นว่าหากเทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ในอนาคต บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ก็อาจต้องการมีส่วนในตลาดนี้เนื้อเพาะเลี้ยงจะไม่ใช่เพียงการทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่อุตสาหกรรมอาหารต้องพิจารณาอย่างจริงจังในเชิงยุทธศาสตร์

จุดเด่นของช่วงเวลานี้คือการผสมผสานของสามเส้นเรื่องเข้าด้วยกัน คือ 1.เส้นเรื่องของสตาร์ทอัพที่มองหาโอกาสใหม่ 2.เส้นเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่ต้องการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ และ 3.เส้นเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการมองไปข้างหน้า

ผลรวมของทั้งสามทำให้เนื้อเพาะเลี้ยงไม่ได้อยู่เพียงในห้องแล็บอีกต่อไป แต่เริ่มเคลื่อนเข้าสู่วงจรการลงทุน การทดสอบกฎหมาย และการสร้างพื้นที่การรับรู้ในตลาด จุดนี้คือการวางรากของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อในความหมายร่วมสมัย ก่อนจะขยับสู่ยุคที่มีผู้เล่นมากขึ้น เทคโนโลยีหลากหลายขึ้น และแรงผลักเชิงนโยบายชัดเจนขึ้นในทศวรรษต่อมา

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #winteriscoming