The 'Cake Mining' Theory
เมื่อเราใช้เตาอบขนม มาขุดบิทคอยน์
หลายคนทราบว่า ตำรับเอ๋ siripun รับบิทคอยน์ แต่หลายคนไม่ทราบถึงเหตุผล และบ้างก็มีคำถามไปจนคำพูดถึง ในมุมมองที่ต่างกัน อาทิเช่น อยากได้หน้า หวังจะจับตลาดบิทคอยเนอร์เป็นต้น
นี่ก็บรรจบครบปี ที่ตำรับเอ๋ ประกาศรับบิทคอยน์อย่างเป็นทางการครับ เลยคิดว่าผมน่าจะตกตะกอนอะไรบางอย่างได้บ้าง ก็ยอมรับครับว่าไม่ได้มีพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ ปรัชญา การลงทุนอะไรมากมาย เป็นแค่พ่อค้าครับ เป็นแค่เด็กก้นครัว จับแป้ง จับน้ำตาล จับกระทะ ตะหลิว ผมก็เลยไปค้นคว้ามาแล้วได้แต่จำมาอวดประมาณนี้ครับ
ผมเรียกสิ่งนี้ว่า The 'Cake Mining' Theory ครับ
เป็นการมอง "กิจการ" เป็นเสมือน "เครื่องขุดบิทคอยน์" (Mining Rig) โดยใช้สินค้าและบริการ (Proof of Value) เป็นตัวแลกเปลี่ยนเพื่อสะสม Bitcoin ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าราคาตลาด และใช้ประโยชน์จากความต่างศักย์ของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Arbitrage) ในระยะยาว ตั้งบนสมมติฐาน 3 ข้อครับ
1.Business as a Miner คือมองว่าร้านค้าไม่ใช่แค่สถานที่ขายของ แต่คือฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยน วัตถุดิบ + แรงงาน ให้กลายเป็น Bitcoin 2.Fiat is for Expense, Bitcoin is for Equity ทำให้เงิน Fiat (บาท) มีไว้เพื่อใช้จ่ายและหมุนเวียน (เพราะมูลค่าลดลง) ส่วน Bitcoin มีไว้เพื่อ สะสมความมั่งคั่ง(เพราะมูลค่าเพิ่มขึ้น) 3.The M2 Divergence ในระยะยาว อัตราการเติบโตของปริมาณเงิน (M2) จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) ในรูปของ Fiat สูงขึ้น แต่ Bitcoin มีโอกาสที่สะสมไว้จะมีมูลค่าเติบโตแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อนั้นแบบทวีคูณ
ซึ่งแน่นอนครับว่า สมมติฐานเหล่านี้ เราก็เฝ้ามองอยู่ทุกวัน จึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดีและไม่ดี ทำให้ปรับตัวทันอยู่แล้ว ไม่ได้หลับหูหลับตาตะแบงไป
สมการความได้เปรียบ (The Advantage Equation) ในทฤษฎี Cake Mining ความสำเร็จไม่ได้วัดที่ยอดขายสุทธิ แต่วัดที่ "ต้นทุนการได้มาซึ่ง Bitcoin" (Acquisition Cost) ครับ
Cost BTC(Mining) < Price BTC(Exchange)
หากผมนำเงิน 100 บาทไปซื้อ Bitcoin บนกระดานเทรด ผมจะได้ Bitcoin มูลค่า 100 บาทตามราคาตลาด (หักค่าธรรมเนียมออกไปก่อนก็แล้วกัน) แต่หากผมได้ Bitcoin มาจากการขายขนม ต้นทุนที่ผมต้องแบกรับจริง ๆ ไม่ได้เท่ากับ 100 บาทเต็มจำนวน เพราะเงิน 100 บาทนั้นเกิดจากการแปลงวัตถุดิบ แรงงาน ความรู้ และการดำเนินธุรกิจที่มี “กำไรขั้นต้น” รองรับอยู่แล้ว
พูดอีกแบบคือ Bitcoin ที่ได้จากการขายขนม ไม่ได้มาจากการนำเงินออมก้อนใหม่ไปซื้อโดยตรง แต่มาจากกระแสเงินสดของกิจการ (Operating Cash Flow) ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำมาหากินตามปกติ ซึ่งทำให้ต้นทุนเชิงเศรษฐกิจของ Bitcoin ที่ได้มานั้น ต่ำกว่าการซื้อจากตลาดในเชิงโครงสร้าง
แน่นอนว่าต้นทุนนี้ไม่ใช่แค่ค่าแป้ง ค่าเนย หรือค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงค่าแรง ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ และความเสี่ยงของการทำธุรกิจทั้งหมดด้วย ดังนั้น “ส่วนลดจากการขุด” จึงไม่ใช่ตัวเลขคงที่หรือการการันตีผลตอบแทน แต่เป็นข้อได้เปรียบเชิงกระบวนการ ที่เกิดขึ้นตราบใดที่กิจการยังสามารถสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน
ตราบใดที่ธุรกิจมีกำไร คุณกำลัง "ขุด" Bitcoin ได้ในราคา Discount เสมอ
กลไกการทำงาน (The Mechanism) เช่นว่าหากเราเอาเงินไปซื้อ Bitcoin ในแอปฯ เราจะได้มูลค่า บาทเท่าตลาด (อันนี้มองข้ามค่าธรรมเนียมไปเลยนะครับ หลงจ้งกลมๆ) แต่ถ้าเรา "ขุด" มันด้วยการขายขนม เรามีการแปลงวัตถุดิบ แรงงาน และความสามารถของกิจการ ให้กลายเป็นกระแสเงินสด ก่อนถูกบันทึกไว้ในรูปของ Bitcoin ต้นทุนที่แท้จริงจึงไม่ใช่ราคาตลาดแต่เป็นต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
-เครื่องขุด (Mining Rig) คือ "เตาอบ" -พลังงานไฟฟ้า (Energy) คือ "ฝีมือ ความอร่อย และการบริการ" -ผลตอบแทน (Reward) คือ "Bitcoin" ที่ลูกค้าจ่ายให้เรา
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองเปรียบเทียบ "การขุดบิทคอยน์ในระบบเครือข่ายปกติ (PoW)" กับ "ทฤษฎีขุดเค้ก (PoV)" ของเรากันครับ ในขณะที่นักขุดทั่วไปต้องทุ่มเททรัพยากรไปกับพลังงานไฟฟ้าและกำลังประมวลผลคอมพิวเตอร์มหาศาล (Hashrate) เพื่อแย่งชิงเหรียญ แต่สำหรับเรา สิ่งที่ต้องลงแรงคือการสร้างสรรค์ "ความอร่อยและการบริการที่ดีเยี่ยม" เพื่อพิสูจน์คุณค่าให้ลูกค้าเห็น (Proof of Value)
Proof of Work (PoW) เป็นการขุดปกติ ใช้คอมพิวเตอร์แก้สมการและ "เผาผลาญพลังงานไฟฟ้า" พิสูจน์ว่าคุณได้ "ทำงานหนัก" ใครเผาผลาญมาก มีกำลังขุดมาก ก็มีสิทธิ์ได้ Bitcoin มาก
Proof of Value (PoV) หรือ การขุดเค้ก คุณต้องพิสูจน์ว่าคุณได้ "ทำงานหนัก" ในการเปลี่ยนวัตถุดิบ (แป้ง, เนย, น้ำตาล) ผ่านฝีมือ แรงงาน ความรู้ด้านโภชนาการและความคิดสร้างสรรค์ ให้กลายเป็น "สินค้าที่มีคุณค่าจริง" (Real World Value) คือขนมที่อร่อยและการบริการที่ดี ไม่ได้จะแข่งกันใช้ไฟ แต่แข่งกันสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า
ดังนั้น ในฝั่งต้นทุน (Input) แทนที่จะต้องจ่ายค่าไฟแพงๆ เป็นเงิน Fiat เหมือนเหมืองทั่วไป ผมนำเงิน Fiat นั้นไปลงทุนกับ "ค่าวัตถุดิบ" คุณภาพในการทำขนมแทน และผลตอบแทนที่ได้ (Output) ก็เปลี่ยนจากการรอรับ "Block Reward" ที่ระบบสร้างขึ้นใหม่ มาเป็นการได้รับ "ยอดขายในรูปของ BTC" โดยตรงจากมือลูกค้า ที่สำคัญคือ ในขณะที่ความยากของการขุดแบบเดิมปรับสูงขึ้นอัตโนมัติและมีการแข่งขันที่สูงมาก สนามการ "ขุดเค้ก" ของเรากลับมีความยากง่ายขึ้นอยู่กับแค่คู่แข่งในพื้นที่เท่านั้น ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่การแข่งขันยังต่ำกว่า (Blue Ocean) มากครับ
ธุรกรรมคือการยืนยัน หรือ The Transaction is the Validation นั้น ถ้าถามว่าในระบบนี้ "ใคร" คือผู้ตรวจสอบว่าคุณได้สร้าง Value แล้วจริงๆ? คำตอบคือ "ลูกค้า" ครับ เมื่อลูกค้าตัดสินใจควักกระเป๋าจ่าย Bitcoin ให้คุณ เพื่อแลกกับขนมเค้ก 1 ชิ้น วินาทีที่ธุรกรรมนั้นเกิดขึ้น นั่นคือ "หลักฐาน" (Proof) ที่ชัดเจนที่สุดว่า ขนมของคุณมีคุณภาพดีพอ ราคาของคุณสมเหตุสมผล และ บริการของคุณเป็นที่น่าพอใจ ถ้าคุณทำขนมไม่อร่อย (No Value) ลูกค้าก็จะไม่ยอมแลก Bitcoin อันมีค่าของเขาให้คุณ การ "ขุด" ครั้งนั้นก็จะล้มเหลว
หลายคนมองว่าการถือ Bitcoin คือการเก็งกำไร แต่ PoV มองต่างออกไปครับ การที่คุณลงแรงทำขนมแล้วได้ Bitcoin มันคือการ "เปลี่ยนรูปแบบของพลังงาน" ผมเปลี่ยน "พลังกาย+พลังใจ+ทุนทรัพย์" (ที่ใช้ทำร้าน) ให้ถูกบันทึกลงไปในรูปแบบของ "Bitcoin" (ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว) นี่คือสิ่งที่ผมมองว่า เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะกว่าตัวผมกว่าการเอาเงินสดไปซื้อตรงๆ เพราะผมมี "ส่วนลดจากต้นทุนการผลิต" (Production Cost Discount) ค้ำประกันอยู่เสมอ
Proof of Value (PoV) ในทฤษฎีของผม คือหลักการที่เชื่อว่าการทำมาหากินสุจริต ผลิตสินค้าที่ดี และให้บริการที่ลูกค้าประทับใจ จนลูกค้ายอมจ่ายด้วยเงินที่แข็งแกร่ง (Hard Money) คือวิธีการได้มาซึ่ง Bitcoin ที่ยั่งยืน เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของ เศรษฐกิจจริง (Real Economy) ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรทางการเงิน
The 10-Year Fortress Effect คือจุด Climax เมื่อเวลาผ่านไป t = 10 ปี ร้านคู่แข่ง (Fiat Only) ต้องวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ (Hedonic Treadmill) ต้องขายขนมจำนวนมากขึ้น เพื่อให้ได้กำไรที่มีอำนาจซื้อเท่าเดิม เพราะเงินเฟ้อ 8% กัดกินมูลค่าสะสม
ร้านที่รับ Bitcoin สะสมตั้งแต่ปีที่ 1 ถึง 5 กลายเป็น "ฐานทุนสำรอง" (Reserve Asset) ที่มูลค่ามหาศาล เมื่อเกิดวิกฤต หรือต้องการขยายกิจการ ร้านนี้ไม่ต้องกู้ธนาคาร แต่สามารถใช้ Bitcoin เป็นหลักทรัพย์ (Collateral) หรือขายเพียงเศษเสี้ยว (Sats) เพื่อจัดการปัญหาได้ ทำให้เกิดช่องว่างความมั่งคั่ง (Wealth Gap) ที่คู่แข่งไม่สามารถไล่ตามทัน (Unbridgeable Gap)
The Cake Mining Theory แสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจเพื่อแลกกับ Hard Money คือการเก็งกำไรที่มีพื้นฐานจากเศรษฐกิจจริง เพราะมันคือการเปลี่ยน หยาดเหงื่อ ให้เป็น "Immutable Ledger" ที่ไม่มีใครเสกเพิ่มขึ้นมาทำลายมูลค่าของคุณได้
อย่างที่เล่าไว้ครับว่าตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ร้านเราประกาศรับ Bitcoin อย่างจริงจัง หลายคนถามด้วยความสงสัยว่า "ทำไปทำไม? รับเงินบาทก็จบแล้ว ไม่ยุ่งยากเหรอ?" หรือ "แค่เกาะกระแสหรือเปล่า?"
ปกติเรามักได้ยินข่าวว่าเงินเฟ้ออยู่ที่ 1-3% (CPI) แต่ทำไมความรู้สึกเวลาไปจ่ายตลาดหรือซื้อของเข้าร้าน มันแพงขึ้นมากกว่านั้น? และถ้าดู M2 (Money Supply) ที่เป็น "ปริมาณเงินทั้งหมดที่มีในระบบ" หรือพูดง่ายๆ คือเงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ จากสถิติย้อนหลังทั่วโลก ปริมาณเงิน (M2) มักจะโตเฉลี่ยปีละ 7-10% (หรือมากกว่านั้นในช่วงวิกฤต) เมื่อเงินในระบบเยอะขึ้น แต่วัตถุดิบมีเท่าเดิม ข้าวของจึงต้องแพงขึ้นเพื่อดูดซับเงินเหล่านั้น ตัวเลข 8% (M2 Growth) จึงเป็นตัวเลขที่สะท้อนต้นทุนจริง (Real Inflation) ของค่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร และวัตถุดิบเกรดพรีเมียม ได้แม่นยำกว่าตัวเลข CPI ของรัฐบาล
ถ้ารู้อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงแล้ว (สมมติที่ 8%) เราจะรู้ได้ไงว่าเงินเราจะด้อยค่าลงเร็วแค่ไหน? เท่าที่ทราบมาคือนักคณิตศาสตร์มีสูตรลัดที่เรียกว่า Rule of 72 ครับ
กฎของ 72 หรือ Rule of 72 ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมาเล่นๆนะครับ เป็นหลักการทางคณิตศาสตร์จริงๆครับ ต้นกำเนิดของมันย้อนกลับไปไกลถึงยุคเรเนซองส์ (Renaissance) ในอิตาลี หลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกที่เอ่ยถึงกฎนี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือตำราคณิตศาสตร์เล่มสำคัญของโลกที่ชื่อว่า “Summa de arithmetica, geometria, proportioni et proportionalita” ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1494 หรือ พ.ศ. 2037 ผู้เขียนคือ ลูกา ปาโชลี (Luca Pacioli) ท่านเป็นเพื่อนสนิทและครูสอนเลขให้กับ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ด้วยครับ ในยุคนั้น การค้าขายในอิตาลีรุ่งเรืองมาก พ่อค้าวานิชนี่เขาจำเป็นต้องรู้วิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นเพื่อการกู้ยืมและการลงทุน เชื่อกันว่ากฎนี้อาจจะเป็น "ความรู้บอกต่อ" ในหมู่พ่อค้าอยู่แล้วครับ แต่ปาโชลีคือผู้ที่รวบรวมและบันทึกลงในตำราอย่างเป็นทางการ เพื่อให้คนทั่วไปนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น เขียนก่อนได้เปรียบ 555555
จริงอยู่ครับว่าถ้าจะว่าวกันตรงๆ เขาว่ากันว่า (เขานี่ใคร???) สูตรการหาเวลาที่เงินจะโตเป็น 2 เท่าจริงๆ มันต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า Natural Logarithm (ln ของเลข 2) ค่าของ ln(2) มีค่าประมาณ 0.693 ดังนั้น ถ้าจะเอาให้แม่นเป๊ะๆ เราควรใช้ "กฎของ 69.3" ครับ แต่ในยุคที่ไม่มีเครื่องคิดเลข การเอาเลข 69.3 ไปหารในใจมันยากเกินไปครับ เอาควายมาทุ่มใส่กันจะดีกว่า
นักคณิตศาสตร์และพ่อค้าจึงมองหาตัวเลขที่ใกล้เคียงและใช้งานง่าย บางคนใช้ 70 เพราะใกล้เคียง 69.3 มาก และหารด้วย 7 หรือ 10 ได้ง่ายหน่อย แต่เลข 72 ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะมันเป็นตัวเลขที่มีตัวประกอบ เยอะมาก มันหารลงตัวได้ง่ายด้วยเลขหลายตัวที่เราเจอบ่อยๆ ในอัตราดอกเบี้ย เช่น 2, 3, 4, 6, 8, 9, 12, 18, 24
ในหนังสือ ปาโชลีเขียนไว้ทำนองว่า "หากต้องการรู้ว่าเงินทุนจะเพิ่มเป็นสองเท่าในกี่ปี ให้เอา 72 ตั้ง แล้วหารด้วยอัตราดอกเบี้ย"
สูตรคือ เอา 72 ÷ อัตราเงินเฟ้อ = จำนวนปีที่อำนาจการซื้อจะ "หายไปครึ่งหนึ่ง" ใส่ตัวเลขกันโลดครับ “72 ÷ 8% = หวยออกที่ 9 ปี”
สมมติวันนี้ร้านเราขายขนมเก็บกำไรเป็นเงินสดได้ 1 ล้านบาท (ซึ่งวันนี้อาจจะซื้อเตาอบเกรดท็อปได้ 4 เครื่อง) หากเรากำเงินก้อนนี้ไว้นิ่งๆ ในธนาคาร โดยที่เงินเฟ้อจริงอยู่ที่ 8% อีก 9 ปีข้างหน้า (ราวๆ ปี 2034) เงิน 1 ล้านบาทยังอยู่ครบจำนวนตัวเลข แต่อำนาจในการซื้อจะเหลือค่าเท่ากับ 5 แสนบาทในวันนี้ (ซื้อเตาอบรุ่นเดิมได้แค่ 2 เครื่อง)
นี่คือเหตุผลที่ผมรับ Bitcoin ผมไม่ได้ต้องการเก็งกำไรให้รวยล้นฟ้า แต่ผมต้องการหนีจาก "กฎของ 72" ที่คอยกัดกินมูลค่าหยาดเหงื่อแรงงานของเราให้หายไปครึ่งหนึ่งในทุกๆ 10 ปี บอกผ่านให้ปีนึงจะได้กลมๆ
อ่านมาถึงตรงนี้ ฟังดูสวยหรูใช่ไหมครับ? แต่เพื่อให้แฟร์กับทุกคน ผมต้องกาง ด้านมืด ของทฤษฎีนี้ออกมาให้ดูด้วย เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ
-กับดักสภาพคล่อง (The Liquidity Trap) นี่คือจุดตายสำคัญ เราไม่สามารถจ่ายค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าแป้ง ด้วย Bitcoin ได้ (ในตอนนี้) เราต้องจ่ายด้วยเงินบาท ถ้าเราบริหารผิดพลาด เก็บ Bitcoin มากเกินไปจนไม่มีเงินสดหมุนเวียน แล้วเกิดเหตุฉุกเฉิน เราอาจจะจำใจต้องขาย Bitcoin ในวันที่ราคาตกต่ำที่สุดเพื่อเอามาใช้หนี้ ซึ่งนั่นคือหายนะ ซึ่งผมก็ฝันว่าวันนึงเราจะมี ecosystem ที่ใช้ Bitcoin กันบ้าง
-ความผันผวน (Extreme Volatility) จิตใจคนทำธุรกิจต้องนิ่งดุจหินผา วันนี้ขายดีได้ Bitcoin มา พรุ่งนี้ตื่นมามูลค่าอาจหายไป 20% หน้าตาเฉย ถ้าเราตกใจกลัว เราจะแพ้ทันที ทฤษฎีนี้ใช้ได้เฉพาะกับคนที่มองเกมยาว
-ไม่มีการการันตี (No Guarantee) เราเชื่อว่า Bitcoin จะชนะเงินเฟ้อ แต่ถ้าโลกเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม ร้านเราก็ต้องรับผลนั้น
-ต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งตามเงินเฟ้อ (Inflation Drag) ทฤษฎีบอกว่าเงินบาทเฟ้อ 8% ต่อปี ซึ่งดีต่อราคา Bitcoin แต่มันก็เป็นผลร้ายต่อต้นทุนเช่นกัน ถ้าขึ้นราคาขนมไม่ทัน (Pricing Power ต่ำ) กำไรขั้นต้น (Margin) จะบางลง ทำให้ส่วนลดในการขุด (Mining Discount) น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่การขุดเค้กอาจไม่คุ้มทุน
-ความผันผวนที่ไม่อาจคาดเดา (Volatility Risk) เครื่องขุด Bitcoin คาดการณ์ได้ตาม Hashrate แต่ "Cake Mining" ขึ้นอยู่กับยอดขาย ถ้าช่วงนั้น Bitcoin ราคาพุ่งสูงมาก ลูกค้า (Bitcoiners) มักจะไม่อยากใช้จ่ายด้วย Bitcoin ในทางปฏิบัติ ผู้คนมักเก็บเงินที่แข็งกว่าไว้ นั่นคือเอาเงินบาทมาซื้อขนมแทน
สำหรับผม คำตอบของเรื่องนี้คือ การรับ Bitcoin ไม่ใช่แค่ช่องทางการชำระเงิน มันคือปรัชญาการดำเนินธุรกิจครับ ผมแค่อยากเปลี่ยนกำไรระยะสั้น ให้เป็นความมั่งคั่งระยะยาว ที่ไม่ถูกใครเสกเงินขึ้นมาทำลายมูลค่าได้
ขอบคุณเพื่อนๆทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะจ่ายด้วยเงินบาทหรือ Bitcoin เพราะทุกยอดซื้อคือกำลังใจ แต่สำหรับท่านที่จ่ายด้วย Bitcoin... ขอบคุณที่มาร่วม "ขุด" อนาคตไปพร้อมกับเราครับ 🧡
ผมก็คิดของผมแบบนี้แหละครับ
ใช่ครับ ผมกาว ฮาๆๆๆ
#ตำรับเอ๋ #pirateketo #siripun #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr