Damus
nostrich profile picture
nostrich


เงินรอบใหม่ของ Bitcoin อาจไม่ได้มาจาก “QE” แต่อาจมาจาก “ประตูหลัง” ของระบบการเงิน

เรียบเรียงจากข้อมูลและอินโฟกราฟิกของเพจ Blockchain Review (โพสต์วันที่ 4 กรกฎาคม 2026) ร่วมกับข้อมูลจาก Federal Reserve, FRED, FDIC, SIFMA และเอกสารด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

หลายปีที่ผ่านมา นักลงทุน Bitcoin มักเชื่อมโยงการขึ้นของราคากับคำเพียงคำเดียว คือ Quantitative Easing (QE) หรือการที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินเข้าซื้อพันธบัตร แต่หากพิจารณาวัฏจักรสภาพคล่องของระบบการเงินสหรัฐในช่วงปี 2025–2026 จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

แม้ Federal Reserve จะไม่ได้ประกาศ QE รอบใหม่ งบดุลของ Fed ก็แทบไม่ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่สภาพคล่องในระบบธนาคารกลับเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ จนสามารถผลักดันให้สินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมาก รวมถึง Bitcoin ฟื้นตัวได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า

“Fed พิมพ์เงินหรือยัง”

แต่เป็น

“เงินใหม่ในระบบมาจากไหน”

คำตอบที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นคือ กลไกที่เกี่ยวข้องกับ Enhanced Supplementary Leverage Ratio (eSLR) หรือการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านเงินทุนของธนาคาร ซึ่งอาจกลายเป็น “ประตูหลัง” ที่ปล่อยสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดโดยไม่ต้องประกาศ QE อย่างเป็นทางการ (Federal Reserve; Basel III Framework; Federal Reserve Financial Stability Report)



หาก Bitcoin ขึ้นเพราะ “ปริมาณเงิน” เราควรมองอะไร

ผู้ลงทุนจำนวนมากติดตามการประชุม FOMC ดอกเบี้ย หรือข่าวเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่หากย้อนดูข้อมูลในอดีต จะพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ Bitcoin มากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ สภาพคล่อง (Liquidity)

เมื่อเงินสำรองของระบบธนาคาร (Bank Reserves) เพิ่มขึ้น

ตลาดหุ้น
ตลาดตราสารหนี้
อสังหาริมทรัพย์
รวมถึง Bitcoin

มักได้รับแรงสนับสนุนในระยะต่อมา

ตรงกันข้าม หากเงินสำรองลดลงอย่างต่อเนื่อง สินทรัพย์เสี่ยงก็มักเผชิญแรงกดดันเช่นกัน (John Hussman, Market Internals; Lyn Alden, Broken Money; Nik Bhatia, Layered Money)

จึงอาจกล่าวได้ว่า

Bitcoin ไม่ได้หายใจด้วย “ข่าว”

แต่หายใจด้วย “Liquidity”

แม้ข่าวจะเป็นตัวเร่งในระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะยาวมักเคลื่อนตามปริมาณสภาพคล่องในระบบการเงิน



เหตุใด Fed จึงไม่อยากใช้ QE อีก

QE เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็มีต้นทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจสูง

การประกาศ QE อย่างเปิดเผย หมายถึง

* ยอมรับว่าระบบต้องการการอัดฉีดสภาพคล่อง
* เสี่ยงต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
* กระทบความเชื่อมั่นต่อค่าเงิน
* ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากำลังช่วยตลาดการเงินมากกว่าประชาชน

ดังนั้น หากสามารถใช้มาตรการอื่นที่ให้ผลใกล้เคียงกันได้ ย่อมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า (Ben Bernanke, The Courage to Act; Federal Reserve Monetary Policy Reports)



eSLR คืออะไร

หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 หน่วยงานกำกับดูแลพบว่าธนาคารขนาดใหญ่ใช้ Leverage สูงเกินไป

จึงกำหนดกฎที่เรียกว่า

Supplementary Leverage Ratio (SLR)

แนวคิดของกฎนี้เรียบง่ายมาก

ธนาคารต้องถือเงินกองทุนขั้นต่ำตาม “ขนาดของสินทรัพย์ทั้งหมด”

ไม่ว่าจะเป็น

* เงินสด
* พันธบัตรรัฐบาล
* สินเชื่อ
* สินทรัพย์อื่น

ล้วนถูกนำมาคำนวณในสูตรเดียวกัน

แม้ว่าพันธบัตรรัฐบาลจะมีความเสี่ยงต่ำมาก ก็ยังต้องกันเงินทุนเท่ากับสินทรัพย์ประเภทอื่นในหลายกรณี

ผลลัพธ์คือ

ธนาคารจำนวนมากไม่ต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม แม้จะปลอดภัยที่สุด เพราะทุกครั้งที่ซื้อพันธบัตร จะต้องนำเงินกองทุนมารองรับเพิ่มด้วย

(Basel Committee on Banking Supervision, Basel III; Federal Reserve SLR Rule)



eSLR เปลี่ยนเกมอย่างไร

Enhanced SLR หรือการผ่อนคลาย SLR

ไม่ได้พิมพ์เงินใหม่

แต่เปลี่ยน “ข้อจำกัด”

หากพันธบัตรบางส่วนไม่ต้องนับเต็มในการคำนวณ Leverage

ธนาคารก็สามารถถือพันธบัตรได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มเงินกองทุน

เปรียบเหมือนเดิม

รถบรรทุกหนัก 10 ตัน

แต่กฎหมายกำหนดให้บรรทุกได้เพียง 5 ตัน

เมื่อรัฐบาลแก้กฎหมายให้บรรทุกได้ 8 ตัน

รถไม่ได้ใหญ่ขึ้น

แต่สามารถขนของได้มากขึ้น

นี่คือสิ่งที่ eSLR ทำกับงบดุลธนาคาร



เงินไหลเข้าระบบได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มี QE

กลไกสามารถอธิบายได้เป็นลำดับ

1. Fed ผ่อนคลายกฎ eSLR



2. ธนาคารมีพื้นที่ในงบดุลเพิ่ม



3. ธนาคารซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น



4. กระทรวงการคลังได้รับเงินสดจากการขายพันธบัตร



5. เงินสดนั้นไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล



6. ผู้ขายพันธบัตรได้รับเงินสดกลับมา



7. เงินบางส่วนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง

รวมถึง Bitcoin

ดังนั้น เงินไม่ได้ถูกสร้างจากเครื่องพิมพ์ของ Fed

แต่ถูก “ปลดล็อกจากข้อจำกัดของระบบธนาคาร”

(Federal Reserve; U.S. Treasury; FDIC)



แตกต่างจาก QE อย่างไร

QE

Fed เป็นผู้ซื้อพันธบัตรเอง

สร้างเงินสำรองใหม่

งบดุล Fed ขยาย

Base Money เพิ่มขึ้น

ส่วน eSLR

Fed ไม่ได้ซื้อพันธบัตร

งบดุล Fed แทบไม่เปลี่ยน

แต่ธนาคารพาณิชย์ซื้อแทน

เงินจึงหมุนเวียนผ่านภาคเอกชนมากกว่า

ผลต่อสภาพคล่องอาจคล้ายกันบางส่วน แต่กลไกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

(Ben Bernanke, 21st Century Monetary Policy; Federal Reserve)



ขนาดของผลกระทบอาจใหญ่เพียงใด

จากข้อมูลในอินโฟกราฟิกของ Blockchain Review มีการอ้างอิงข้อมูลจาก FDIC และ SIFMA ว่า

การผ่อนคลาย eSLR รอบแรก ส่งผลให้ธนาคารสามารถรองรับพันธบัตรเพิ่มเติมได้ราว 219 พันล้านดอลลาร์

แต่หากมีการผ่อนคลายเต็มรูปแบบ

ศักยภาพในการรองรับพันธบัตรอาจสูงถึงประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

และหากคำนึงถึงขนาดตลาดรวม

อาจรองรับการออกพันธบัตรเพิ่มเติมได้ใกล้ 3 ล้านล้านดอลลาร์

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เงินที่ถูกสร้างขึ้นทันที แต่เป็นการประมาณ “Capacity” หรือความสามารถของระบบธนาคารในการรับสินทรัพย์เพิ่ม หากข้อกำหนดด้าน Leverage ถูกผ่อนคลายเพิ่มเติม (FDIC Call Reports; SIFMA Treasury Market Statistics)



ทำไมจึงควรติดตาม “Reserve” มากกว่างบดุล Fed

หลายคนใช้ขนาดงบดุลของ Fed เป็นตัวแทนสภาพคล่อง

แต่ในความเป็นจริง

งบดุลอาจไม่เปลี่ยน

ในขณะที่เงินสำรองของระบบธนาคารเปลี่ยนได้จากหลายปัจจัย เช่น

* Treasury General Account (TGA)
* Reverse Repo Facility (ON RRP)
* Bank Reserves
* การบริหารสภาพคล่องของกระทรวงการคลัง
* eSLR
* การออกพันธบัตร

ดังนั้น Reserve ของระบบธนาคารจึงมักสะท้อนสภาพคล่องที่หมุนเวียนจริงได้ดีกว่าในหลายช่วงเวลา (Federal Reserve H.4.1; FRED WRESBAL; Zoltan Pozsar, Global Money Notes)



Bitcoin กับ “สภาพคล่อง” มากกว่า “การพิมพ์เงิน”

สิ่งสำคัญที่สุดจากประเด็นนี้ คือการแยกความแตกต่างระหว่าง

Money Creation (การสร้างเงินใหม่)

กับ

Liquidity Creation (การเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนของเงิน)

Bitcoin อาจตอบสนองต่อทั้งสองอย่าง แต่ในหลายช่วงเวลา สิ่งที่ตลาดรับรู้คือ “สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น” ไม่ใช่เพียงการขยายงบดุลของธนาคารกลางเท่านั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้จะไม่มี QE อย่างเป็นทางการ ระบบก็ยังสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นผ่านกลไกทางกฎระเบียบ การบริหารงบดุลของธนาคาร และการจัดการตลาดพันธบัตรได้ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์เชิงมหภาค ไม่ได้หมายความว่าการผ่อนคลาย eSLR จะทำให้ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นโดยตรงหรือทันที เพราะราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน อัตราดอกเบี้ย กระแสเงินทุนระหว่างประเทศ และอุปสงค์-อุปทานของ Bitcoin เอง



เครดิต

* บทความและอินโฟกราฟิกต้นทาง: Blockchain Review (โพสต์ชุด “เงินรอบใหม่ของ Bitcoin อาจไหลเข้ามาทางประตูหลัง”, 4 กรกฎาคม 2026)
* ข้อมูลอ้างอิง: Federal Reserve, Federal Reserve Bank of New York, FRED (WRESBAL), FDIC, SIFMA, Basel Committee on Banking Supervision
* หนังสืออ้างอิง: Layered Money (Nik Bhatia), Broken Money (Lyn Alden), 21st Century Monetary Policy และ The Courage to Act (Ben S. Bernanke), เอกสาร Basel III Framework และรายงานด้านเสถียรภาพการเงินของ Federal Reserve.

———

ความหมายของเส้นตาย 31 ธันวาคม 2026 : ทำไมหลายฝ่ายจึงจับตา “เดดไลน์” นี้

เรียบเรียงจากข้อมูลและอินโฟกราฟิกของเพจ Blockchain Review (โพสต์วันที่ 4 กรกฎาคม 2026) ร่วมกับข้อมูลจาก Federal Reserve, SEC, FDIC, OCC, Basel Committee และเอกสารกำกับดูแลตลาดการเงินของสหรัฐฯ

หลังจากทำความเข้าใจแล้วว่า eSLR อาจเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินโดยไม่ต้องประกาศ QE อย่างเป็นทางการ คำถามถัดมาคือ

“เหตุใดตลาดจึงจับตาวันที่ 31 ธันวาคม 2026 มากเป็นพิเศษ?”

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ Bitcoin แต่อยู่ที่ “โครงสร้างตลาดพันธบัตรสหรัฐ” ทั้งระบบ

ตามการวิเคราะห์ของ Blockchain Review วันดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่กฎระเบียบหลายชุดกำลังจะมาบรรจบกัน หากยังไม่มีการผ่อนคลาย eSLR ก่อนถึงกำหนด ธนาคารอาจต้องรับภาระด้านเงินทุนสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังต้องออกพันธบัตรจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณและการรีไฟแนนซ์หนี้เดิม (Federal Reserve; U.S. Treasury; SEC Rulemaking)

อย่างไรก็ตาม ควรเน้นว่า การเชื่อมโยงเดดไลน์นี้กับการปรับนโยบาย eSLR ยังเป็นการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ไม่ใช่สิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศว่าจะดำเนินการแน่นอน



Rulemaking ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน

การเปลี่ยนกฎของหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐมีกระบวนการค่อนข้างชัดเจน

โดยทั่วไปประกอบด้วย

* การเผยแพร่ร่างกฎ (Notice of Proposed Rulemaking)
* เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Public Comment)
* วิเคราะห์ผลกระทบ
* ปรับแก้ข้อความ
* ลงมติของคณะกรรมการ
* ประกาศใช้

กระบวนการนี้มักใช้เวลาหลายเดือน

จึงทำให้หากจะมีการแก้ไข eSLR จริง ตลาดย่อมคาดหวังว่าจะเริ่มเห็น “ร่างกฎหมาย” ก่อนสิ้นปี ไม่ใช่รอจนถึงวันสุดท้าย (Administrative Procedure Act; Federal Register)



ทำไม 31 ธันวาคม 2026 จึงถูกมองว่าเป็น “เส้นตาย”

ในช่วงปลายปี 2026 มีอีกกฎหนึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชำระราคาและส่งมอบพันธบัตร (Treasury Clearing)

แนวคิดหลักคือ

ธุรกรรมซื้อขายพันธบัตรจำนวนมาก จะต้องผ่านศูนย์กลาง (Central Clearing Counterparty)

ข้อดีคือ

* ลดความเสี่ยงคู่สัญญา
* เพิ่มความโปร่งใส
* ลดความเสี่ยงเชิงระบบ

แต่ข้อเสียคือ

ทุกธุรกรรมต้องมี

* หลักประกันเพิ่ม
* เงินมัดจำเพิ่ม
* ค่าธรรมเนียมเพิ่ม

จึงทำให้ต้นทุนของการถือครองพันธบัตรเพิ่มขึ้นในหลายกรณี (SEC Treasury Clearing Rule, 2023)

หากในเวลาเดียวกัน ธนาคารยังต้องถือเงินทุนตามข้อกำหนด eSLR แบบเดิม

ต้นทุนรวมของการถือพันธบัตรจะยิ่งสูงขึ้น



สามแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน

บทวิเคราะห์ของ Blockchain Review สรุปว่า ปลายปี 2026 อาจมีแรงกดดันสำคัญสามด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน

แรงแรก คือ กฎ Treasury Clearing เริ่มบังคับใช้ ทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมพันธบัตรเพิ่มขึ้น

แรงที่สอง คือ หาก eSLR ยังไม่ถูกปรับ ธนาคารยังต้องกันเงินกองทุนจำนวนมากสำหรับการถือครองพันธบัตร

แรงที่สาม คือ ช่วงปลายปีตามปกติ ธนาคารมักลดขนาดงบดุลเพื่อจัดทำงบการเงินและบริหารอัตราส่วนเงินกองทุน ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินตึงตัวชั่วคราว (Federal Reserve; BIS Quarterly Review)

หากทั้งสามปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดพันธบัตรอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของธนาคาร นักลงทุน และการดำเนินนโยบายของ Fed ในช่วงเวลานั้น



ประวัติศาสตร์ปี 2020 แสดงให้เห็นอะไร

ผู้สนับสนุนการผ่อนคลาย eSLR มักอ้างถึงเหตุการณ์ช่วงการระบาดของ COVID-19

ในปี 2020 Federal Reserve ได้ประกาศยกเว้น Treasury Securities และเงินฝากสำรองบางส่วนออกจากการคำนวณ SLR เป็นการชั่วคราว

ผลคือ

ธนาคารสามารถรองรับพันธบัตรรัฐบาลได้มากขึ้น

ช่วยลดแรงกดดันในตลาดตราสารหนี้ช่วงที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ (Federal Reserve Interim Final Rule, 2020)

อย่างไรก็ตาม

มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 2021

และหลังจากนั้นก็เกิดการถกเถียงต่อเนื่องว่าควรนำกลับมาใช้อีกหรือไม่



ทำไมเรื่องนี้จึงเป็น “การเมือง” มากกว่าประเด็นเทคนิค

แม้จะดูเหมือนเป็นกฎทางบัญชี

แต่แท้จริงแล้ว eSLR เป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฝ่ายสนับสนุนให้เหตุผลว่า

* รัฐบาลสหรัฐต้องออกพันธบัตรจำนวนมหาศาลในอีกหลายปี
* หากต้นทุนของธนาคารสูงเกินไป ตลาดพันธบัตรอาจขาดสภาพคล่อง
* eSLR ในปัจจุบันปฏิบัติต่อพันธบัตรรัฐบาลเหมือนสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งที่ Treasury เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในระบบ
* การผ่อนคลายกฎไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานความปลอดภัยทั้งหมด แต่เป็นการปรับให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงมากขึ้น (Bank Policy Institute; SIFMA)

ในทางกลับกัน

ฝ่ายคัดค้านให้เหตุผลว่า

* ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการผ่อนคลาย eSLR จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้มากอย่างที่คาด
* ธนาคารอาจใช้พื้นที่ในงบดุลไปลงทุนสินทรัพย์อื่นแทน
* การลดข้อกำหนดด้านเงินทุนอาจทำให้ระบบกลับไปมี Leverage สูงเกินควร
* อาจย้อนรอยบทเรียนก่อนวิกฤตปี 2008 หากผ่อนคลายกฎมากเกินไป (Basel Committee; คำแถลงของผู้กำกับดูแลบางราย)

ดังนั้น การตัดสินใจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับมุมมองด้านเสถียรภาพระบบการเงินและนโยบายสาธารณะ



ใครเป็นผู้ตัดสิน

การแก้ไข eSLR ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงานกำกับดูแล ได้แก่

* Federal Reserve
* Office of the Comptroller of the Currency (OCC)
* Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC)

โดยแต่ละหน่วยงานต้องดำเนินกระบวนการออกกฎตามอำนาจหน้าที่ของตน

Blockchain Review วิเคราะห์ว่า จุดที่ตลาดจับตามากที่สุดคือท่าทีของคณะกรรมการ Federal Reserve เนื่องจากเป็นผู้กำหนดทิศทางหลักของนโยบายกำกับดูแลธนาคารขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงกฎต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่การตัดสินใจของบุคคลเพียงคนเดียว



หาก eSLR ถูกผ่อนคลาย จะเท่ากับ QE หรือไม่

นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด

คำตอบคือ ไม่ใช่ในเชิงกลไก

QE คือการที่ธนาคารกลางสร้างเงินสำรองใหม่ขึ้นมาเพื่อซื้อสินทรัพย์ ทำให้งบดุลของ Fed ขยายตัวโดยตรง

ส่วนการผ่อนคลาย eSLR เป็นการเปลี่ยนข้อกำหนดด้านเงินทุนของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารมีความสามารถในการถือครองพันธบัตรมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินกองทุนในสัดส่วนเดิม

ผลลัพธ์สุดท้ายอาจทำให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้นและอาจส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้ แต่เป็น คนละกลไกกับ QE และขนาดของผลกระทบก็ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารจะใช้พื้นที่งบดุลที่เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

ดังนั้น การกล่าวว่า “การปลด eSLR เท่ากับ QE มูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์” ควรมองว่าเป็น การเปรียบเทียบศักยภาพของสภาพคล่อง (potential liquidity) มากกว่าจะตีความว่า Fed จะสร้างเงินใหม่มูลค่าดังกล่าวจริง ๆ



เครดิต

* บทความและอินโฟกราฟิกต้นทาง: Blockchain Review (โพสต์ชุด “เงินรอบใหม่ของ Bitcoin อาจไหลเข้ามาทางประตูหลัง”, 4 กรกฎาคม 2026)
* ข้อมูลอ้างอิง: Federal Reserve, Federal Register, SEC Treasury Clearing Rule (2023), FDIC, OCC, U.S. Treasury, Basel Committee on Banking Supervision, Bank Policy Institute (BPI), SIFMA
* หนังสือและเอกสารประกอบ: Layered Money (Nik Bhatia), Broken Money (Lyn Alden), 21st Century Monetary Policy และ The Courage to Act (Ben S. Bernanke), รายงาน Financial Stability Report ของ Federal Reserve และเอกสาร Basel III Framework

#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
2❤️1
FalsifyLab · 3w
the 2020 slr exemption was temporary and got yanked in 2021. banks didn't suddenly load up on treasuries after it ended. the capacity math is directionally interesting but the actual flow depends on whether banks want the paper, not just whether they're allowed to hold it.
phiraphat21 · 3w