"Economic Energy" และ สัจธรรมแห่งการเข่นฆ่าตลอดหลายพันปี
.
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กลิ่นคาวเลือดและควันไฟไม่เคยจางหายไปจากโลก
.
เราถูกสอนให้จดจำสงครามในฐานะการต่อสู้ระหว่าง "ความดี" กับ "ความชั่ว" ระหว่าง "ศรัทธา" กับ "คนนอกรีต" หรือระหว่าง "เสรีภาพ" กับ "เผด็จการ"
.
ทว่าหากเราลองปัดฝุ่นละอองของ "คำอธิบายปลายเหตุ" เหล่านี้ทิ้งไป เราจะพบความจริงที่เปลือยเปล่าและเย็นชาเพียงข้อเดียว: มนุษย์ไม่ได้ฆ่ากันเพื่อพระเจ้า อุดมการณ์ หรือเชื้อชาติ
.
แต่...มนุษย์ฆ่ากันเพื่อครอบครอง "Economic Energy" (พลังงานทางเศรษฐกิจ)
.
1. อุดมการณ์คือ "เสื้อคลุม" ของความขัดแย้ง
ทำไมเราต้องมีอุดมการณ์? คำตอบนั้นเรียบง่าย: เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการ "ความชอบธรรม" ในการกำจัดผู้อื่น การเดินไปบอกทหารว่า "จงไปตายเพื่อให้ข้าพเจ้ารวยขึ้น" ไม่สามารถสร้างกองทัพได้ แต่การบอกว่า "จงไปรบเพื่อพระเจ้า" หรือ "จงสู้เพื่อปกป้องเกียรติของเชื้อชาติ" สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนมหาศาล
.
ในความเป็นจริง สงครามครูเสดไม่ใช่เรื่องของศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการแย่งชิงเส้นทางการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่แค่เรื่องของลัทธิฟาสซิสต์ แต่มันคือการดิ้นรนหา ทรัพยากรมาเลี้ยงปากท้องคนในชาติที่กำลังอดอยาก เมื่อใดที่มี Economic Energy (ที่ดิน, แรงงาน, แหล่งพลังงาน, เทคโนโลยี) ให้แย่งชิง เมื่อนั้นคำอธิบายปลายเหตุจะถูกผลิตซ้ำออกมาทันที
.
.
2. บทเรียนจากยุคทอง: เมื่อความมั่งคั่งสร้างความอดทนอดกลั้น
ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของสมมติฐานนี้คือ เมื่อใดที่สังคมหนึ่งสามารถสะสม Economic Energy ได้จนล้นเกิน (Abundance) ความขัดแย้งทางอุดมการณ์จะมลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
.
ลองพิจารณา ยุคเฟื่องฟูของจักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกี) ในช่วงที่คุมเส้นทางการค้าโลกและมีความมั่งคั่งถึงขีดสุด ในยุคนั้น "พระเจ้า" กลายเป็นเรื่องปัจเจกอย่างแท้จริง
.
มนุษย์ไม่ได้เลิกเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขา "เลิกใช้พระเจ้าเป็นอาวุธ" ในสภาพสังคมที่ทุกคนมีกิน มีความมั่นคง และเห็นอนาคต การที่ใครสักคนจะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาหรือด่าทอความเชื่อกระแสหลัก กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครใส่ใจ เพราะมันไม่ส่งผลต่อ "ความมั่งคั่ง" ในกระเป๋า
.
"ความใจกว้าง (Tolerance) ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้จริยธรรม แต่เกิดจากการที่มนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้อง 'กลัว' การสูญเสียทรัพยากรให้กับคนเห็นต่าง"
.
.
3. ความคลั่งคือเสียงครวญของความหิวโหย
ในทางตรงกันข้าม เมื่อ Economic Energy เริ่มหดตัวหรือถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม ลัทธิ "คลั่งชาติ" หรือ "คลั่งสถาบัน" จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพทันที
.
ในสังคมที่ขาดแคลน มนุษย์จะถูกดึงพลังงานชีวิตออกไปจนหมดสิ้น พวกเขาไม่มีต้นทุนเหลือพอที่จะสร้าง "ตัวตน" หรือ "ความสำเร็จส่วนบุคคล" ในวินาทีนั้นเอง "ชาติ" หรือ "สถาบัน" จึงถูกหยิบยื่นให้เป็นอัตลักษณ์สำเร็จรูป มนุษย์ที่ไม่มีอะไรจะกินจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมาทันทีเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง
.
การปั่นหัวให้คน "คลั่ง" คือกลไกการป้องกันตัวของระบบที่ล้มเหลว มันเปลี่ยนความโกรธแค้นจากความยากจน ให้กลายเป็นความเกลียดชังต่อ "พวกชังชาติ" หรือ "คนนอกรีต" แทน เพื่อให้การยึดครอง Economic Energy ของชนชั้นนำดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีใครตั้งคำถาม
.
.
4. จากผืนดินสู่ "ผืนข้อมูล": พลังงานในโลกยุคใหม่
ในศตวรรษที่ 21 Economic Energy ได้กลายพันธุ์ไปอยู่ในรูปของ "ข้อมูล" (Data) ซึ่งเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนและขับเคลื่อนโลก
.
สงครามในปัจจุบันไม่ได้เริ่มต้นที่ชายแดน แต่เริ่มต้นที่ "หน้าฟีด" ของโซเชียลมีเดีย เราสู้กันด้วยอัลกอริทึมเพื่อแย่งชิง Attention Economy (เศรษฐกิจแห่งความสนใจ) ใครที่คุมข้อมูลได้ คือผู้ที่คุมทิศทางของกระแสเงินสดและอำนาจทางการเมือง อุดมการณ์สมัยใหม่อาจดูทันสมัยขึ้น ดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
.
แต่หากลองพิจารณาดูให้ดี มันก็ยังคงเป็นแค่ "ม่านหมอกดิจิทัล" ที่ปกคลุมการแย่งชิงพลังงานทางเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราทำมาตลอดหลายพันปี
.
.
บทสรุป: สันติภาพที่แท้จริงคือการแก้โจทย์พลังงาน
.
ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนว่า การพยายามเอา "เหตุผล" ไปสู้กับ "ความคลั่ง" นั้นไร้ผล เพราะรากเหง้าของความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่สมอง แต่อยู่ที่ท้องและกระเป๋าสตางค์
.
หากเราต้องการเห็นโลกที่มีสันติภาพ เราไม่ต้องไปสอนวิชาศีลธรรม แต่เราต้องสร้างระบบที่ทำให้ Economic Energy มีอยู่อย่างมหาศาลและเข้าถึงได้โดยง่ายจน "ไม่คุ้มที่จะรบ" มนุษย์จะเลิกฆ่ากัน ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดีขึ้น แต่เพราะเราอุดมสมบูรณ์ และไม่คุ้มที่จะไป “หาเรื่องตาย" เพื่อคำอธิบายปลายเหตุเหล่านั้นอีกต่อไป
#siamstr
.
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กลิ่นคาวเลือดและควันไฟไม่เคยจางหายไปจากโลก
.
เราถูกสอนให้จดจำสงครามในฐานะการต่อสู้ระหว่าง "ความดี" กับ "ความชั่ว" ระหว่าง "ศรัทธา" กับ "คนนอกรีต" หรือระหว่าง "เสรีภาพ" กับ "เผด็จการ"
.
ทว่าหากเราลองปัดฝุ่นละอองของ "คำอธิบายปลายเหตุ" เหล่านี้ทิ้งไป เราจะพบความจริงที่เปลือยเปล่าและเย็นชาเพียงข้อเดียว: มนุษย์ไม่ได้ฆ่ากันเพื่อพระเจ้า อุดมการณ์ หรือเชื้อชาติ
.
แต่...มนุษย์ฆ่ากันเพื่อครอบครอง "Economic Energy" (พลังงานทางเศรษฐกิจ)
.
1. อุดมการณ์คือ "เสื้อคลุม" ของความขัดแย้ง
ทำไมเราต้องมีอุดมการณ์? คำตอบนั้นเรียบง่าย: เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการ "ความชอบธรรม" ในการกำจัดผู้อื่น การเดินไปบอกทหารว่า "จงไปตายเพื่อให้ข้าพเจ้ารวยขึ้น" ไม่สามารถสร้างกองทัพได้ แต่การบอกว่า "จงไปรบเพื่อพระเจ้า" หรือ "จงสู้เพื่อปกป้องเกียรติของเชื้อชาติ" สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนมหาศาล
.
ในความเป็นจริง สงครามครูเสดไม่ใช่เรื่องของศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการแย่งชิงเส้นทางการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่แค่เรื่องของลัทธิฟาสซิสต์ แต่มันคือการดิ้นรนหา ทรัพยากรมาเลี้ยงปากท้องคนในชาติที่กำลังอดอยาก เมื่อใดที่มี Economic Energy (ที่ดิน, แรงงาน, แหล่งพลังงาน, เทคโนโลยี) ให้แย่งชิง เมื่อนั้นคำอธิบายปลายเหตุจะถูกผลิตซ้ำออกมาทันที
.
.
2. บทเรียนจากยุคทอง: เมื่อความมั่งคั่งสร้างความอดทนอดกลั้น
ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของสมมติฐานนี้คือ เมื่อใดที่สังคมหนึ่งสามารถสะสม Economic Energy ได้จนล้นเกิน (Abundance) ความขัดแย้งทางอุดมการณ์จะมลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
.
ลองพิจารณา ยุคเฟื่องฟูของจักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกี) ในช่วงที่คุมเส้นทางการค้าโลกและมีความมั่งคั่งถึงขีดสุด ในยุคนั้น "พระเจ้า" กลายเป็นเรื่องปัจเจกอย่างแท้จริง
.
มนุษย์ไม่ได้เลิกเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขา "เลิกใช้พระเจ้าเป็นอาวุธ" ในสภาพสังคมที่ทุกคนมีกิน มีความมั่นคง และเห็นอนาคต การที่ใครสักคนจะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาหรือด่าทอความเชื่อกระแสหลัก กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครใส่ใจ เพราะมันไม่ส่งผลต่อ "ความมั่งคั่ง" ในกระเป๋า
.
"ความใจกว้าง (Tolerance) ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้จริยธรรม แต่เกิดจากการที่มนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้อง 'กลัว' การสูญเสียทรัพยากรให้กับคนเห็นต่าง"
.
.
3. ความคลั่งคือเสียงครวญของความหิวโหย
ในทางตรงกันข้าม เมื่อ Economic Energy เริ่มหดตัวหรือถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม ลัทธิ "คลั่งชาติ" หรือ "คลั่งสถาบัน" จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพทันที
.
ในสังคมที่ขาดแคลน มนุษย์จะถูกดึงพลังงานชีวิตออกไปจนหมดสิ้น พวกเขาไม่มีต้นทุนเหลือพอที่จะสร้าง "ตัวตน" หรือ "ความสำเร็จส่วนบุคคล" ในวินาทีนั้นเอง "ชาติ" หรือ "สถาบัน" จึงถูกหยิบยื่นให้เป็นอัตลักษณ์สำเร็จรูป มนุษย์ที่ไม่มีอะไรจะกินจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมาทันทีเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง
.
การปั่นหัวให้คน "คลั่ง" คือกลไกการป้องกันตัวของระบบที่ล้มเหลว มันเปลี่ยนความโกรธแค้นจากความยากจน ให้กลายเป็นความเกลียดชังต่อ "พวกชังชาติ" หรือ "คนนอกรีต" แทน เพื่อให้การยึดครอง Economic Energy ของชนชั้นนำดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีใครตั้งคำถาม
.
.
4. จากผืนดินสู่ "ผืนข้อมูล": พลังงานในโลกยุคใหม่
ในศตวรรษที่ 21 Economic Energy ได้กลายพันธุ์ไปอยู่ในรูปของ "ข้อมูล" (Data) ซึ่งเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนและขับเคลื่อนโลก
.
สงครามในปัจจุบันไม่ได้เริ่มต้นที่ชายแดน แต่เริ่มต้นที่ "หน้าฟีด" ของโซเชียลมีเดีย เราสู้กันด้วยอัลกอริทึมเพื่อแย่งชิง Attention Economy (เศรษฐกิจแห่งความสนใจ) ใครที่คุมข้อมูลได้ คือผู้ที่คุมทิศทางของกระแสเงินสดและอำนาจทางการเมือง อุดมการณ์สมัยใหม่อาจดูทันสมัยขึ้น ดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
.
แต่หากลองพิจารณาดูให้ดี มันก็ยังคงเป็นแค่ "ม่านหมอกดิจิทัล" ที่ปกคลุมการแย่งชิงพลังงานทางเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราทำมาตลอดหลายพันปี
.
.
บทสรุป: สันติภาพที่แท้จริงคือการแก้โจทย์พลังงาน
.
ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนว่า การพยายามเอา "เหตุผล" ไปสู้กับ "ความคลั่ง" นั้นไร้ผล เพราะรากเหง้าของความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่สมอง แต่อยู่ที่ท้องและกระเป๋าสตางค์
.
หากเราต้องการเห็นโลกที่มีสันติภาพ เราไม่ต้องไปสอนวิชาศีลธรรม แต่เราต้องสร้างระบบที่ทำให้ Economic Energy มีอยู่อย่างมหาศาลและเข้าถึงได้โดยง่ายจน "ไม่คุ้มที่จะรบ" มนุษย์จะเลิกฆ่ากัน ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดีขึ้น แต่เพราะเราอุดมสมบูรณ์ และไม่คุ้มที่จะไป “หาเรื่องตาย" เพื่อคำอธิบายปลายเหตุเหล่านั้นอีกต่อไป
#siamstr