Damus
nostrich profile picture
nostrich


✊🇺🇸“Sell America” ไม่ใช่ข่าวลือ

แต่มันคือการสั่นคลอนเสาหลักของระบบการเงินโลก

สิ่งที่คุณเห็นอยู่ตอนนี้
ไม่ใช่แค่สงครามการค้า
ไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง
และไม่ใช่แค่ความผันผวนชั่วคราวของตลาดทุน

แต่มันคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของเงินทุนโลก (Global Capital Reallocation)
ในระดับที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยในประวัติศาสตร์



1. จากสงครามภาษี → สงคราม “ความเชื่อมั่น”

งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศชี้ชัดว่า
ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ
จะไม่หยุดอยู่แค่ “ภาษีนำเข้า”
แต่จะลุกลามไปสู่ ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินและพันธบัตรรัฐบาล
ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเงิน (Farrell & Newman, Weaponized Interdependence, 2019)

เมื่อสหรัฐใช้มาตรการ:
• ภาษีนำเข้าเชิงลงโทษ
• การคว่ำบาตร
• การบังคับเลือกข้างทางเศรษฐกิจ

ยุโรปและประเทศพันธมิตร ไม่มองว่านี่เป็นแค่เศรษฐกิจ
แต่มองว่าเป็น การคุกคามอธิปไตยเชิงระบบ

ผลลัพธ์คือ:

ความร่วมมือ 400 ปี ถูกแทนที่ด้วย “การป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง”



2. ปรากฏการณ์ “Sell America” คืออะไร (ในเชิงวิชาการ)

“Sell America” ไม่ได้หมายถึงการเทขายหุ้นวันเดียว
แต่มันคือ การลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์สหรัฐแบบพร้อมกัน ได้แก่
• พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries)
• หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
• เงินดอลลาร์ในทุนสำรอง
• สินทรัพย์การเงินที่ผูกกับนโยบายสหรัฐโดยตรง

งานของ BIS และ IMF ระบุว่า
เมื่อความเสี่ยงเชิงนโยบายเพิ่มขึ้น
นักลงทุนสถาบันจะลด “Policy Exposure” ก่อนเสมอ (BIS Quarterly Review, 2024)

นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น



3. พันธบัตรสหรัฐ: จาก “Safe Haven” สู่ “Risk Asset”

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้น
ไม่ใช่สัญญาณบวก

ในเชิงการเงิน:
• Yield สูง = ราคาพันธบัตรตก
• ราคาตก = คนขาย
• คนขาย = ความเชื่อมั่นลดลง

งานวิจัยด้าน Sovereign Debt Risk ชี้ว่า
ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงมาก
จะไวต่อ “แรงขายจากต่างชาติ” เป็นพิเศษ (Reinhart & Rogoff, 2009)

เมื่อหนี้สหรัฐเกิน 38 ล้านล้านดอลลาร์
ต้นทุนดอกเบี้ยจะกลายเป็นตัวเร่งวิกฤต
ไม่ใช่ตัวแปรรอง (IMF Fiscal Monitor, 2024)



4. ทำไมยุโรป “ถือไพ่เหนือกว่า” ที่หลายคนมองข้าม

ยุโรปถือครอง:
• สินทรัพย์สหรัฐ
• พันธบัตร
• หุ้น
• เงินดอลลาร์

รวมมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์

การ “ขาย” ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด
แค่ ลดสัดส่วนอย่างเป็นระบบ
ก็เพียงพอจะ:
• ดัน Yield ขึ้น
• กดดันค่าเงินดอลลาร์
• สั่นคลอนตลาดทุนสหรัฐ

นี่คือเหตุผลที่นักวิชาการเรียกสถานการณ์นี้ว่า

Financial Deterrence
ไม่ใช่ Trade War (Tooze, 2023)



5. ผลกระทบจริงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ: Stagflation Risk

งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า
ภาษีนำเข้าและการตัดห่วงโซ่อุปทาน
จะถูก “ผลักภาระ” ไปยังผู้บริโภค 60–80% (Fajgelbaum et al., 2020)

ผลคือ:
• ราคานำเข้าแพงขึ้น 20–30%
• เงินเฟ้อยังสูง
• เศรษฐกิจชะลอ

นี่คือสูตรคลาสสิกของ Stagflation
ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลาง
เพราะ:
• ลดดอกเบี้ย → เงินเฟ้อแรง
• ขึ้นดอกเบี้ย → เศรษฐกิจพัง

(Federal Reserve Bank Research, 2023)



6. AI & Tech War: ต้นทุนที่มองไม่เห็น

การใช้ภาษีและข้อจำกัดกับ:
• ชิป AI
• เทคโนโลยีขั้นสูง
• อุปกรณ์จากยุโรปและเอเชีย

ทำให้ต้นทุนการพัฒนา AI ในสหรัฐ สูงขึ้นจริง
ไม่ใช่แค่ในทฤษฎี (OECD Technology Policy Papers, 2024)

ในระยะสั้น:
• บริษัทอเมริกันเสียความสามารถในการแข่งขัน
• Margin ถูกบีบ
• นักลงทุนเริ่ม “ลด Premium” ให้ Big Tech

นี่คือเหตุผลที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ตอบสนองเชิงลบอย่างรวดเร็ว



7. ทำไม “ทองคำ” กลายเป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้าง

งานวิจัยด้าน Safe Haven Assets ระบุชัดว่า
ทองคำจะได้ประโยชน์เมื่อ:
• ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
• ความเชื่อมั่นต่อเงินกระดาษลดลง
• ตลาดพันธบัตรผันผวน

(Baur & Lucey, 2010)

การไหลของเงินเข้าสู่ทองคำ
ไม่ใช่เพราะ “เชื่อว่าทองจะรวยเร็ว”
แต่เพราะ:

ทอง ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

ราคาทองที่พุ่ง
จึงเป็น “สัญญาณเตือนระบบ”
ไม่ใช่ความผิดปกติ



8. บทสรุปแบบไม่ปลอบใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ:
• โลกกำลังลดการพึ่งพาสหรัฐ
• เงินทุนกำลังเลือก “ความเป็นกลาง”
• ระบบการเงินกำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจ

นี่ไม่ใช่จุดจบของสหรัฐ
แต่คือ จุดเริ่มต้นของโลกหลายขั้วทางการเงิน (Multipolar Financial Order)
(IMF Global Financial Stability Report, 2024)



🔥 คำเตือนสุดท้าย

ตลาดไม่ได้กลัวข่าว
ตลาดกลัว “การเปลี่ยนโครงสร้าง”

ทองคำไม่ใช่พระเอก
แต่มันคือสัญญาณว่าความเชื่อมั่นกำลังไหลออกจากระบบเดิม

และคนที่ไม่เข้าใจเกมระดับระบบ
จะถูกบดโดยการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเงียบ ๆ



9. จุดแตกหักที่แท้จริง: “หนี้” ไม่ใช่ปัญหา แต่คือ “ต้นทุนของความเชื่อมั่น”

ทฤษฎีการเงินสาธารณะสมัยใหม่ชี้ว่า
หนี้สาธารณะ ไม่อันตราย หาก:
• อัตราการเติบโต > อัตราดอกเบี้ย (r < g)
• ตลาดเชื่อมั่นว่ารัฐ “ควบคุมความเสี่ยงเชิงนโยบายได้”

ปัญหาคือ เงื่อนไขนี้กำลังพังพร้อมกัน
เมื่อ:
• ดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นเพราะแรงขาย (term premium เพิ่ม)
• การเมืองเชิงบีบบังคับทำให้ความเสี่ยงนโยบายพุ่ง

งานของ IMF ระบุชัดว่า เมื่อ Policy Uncertainty สูง
ต้นทุนหนี้จะเพิ่ม “ไม่เป็นเส้นตรง” (IMF, Fiscal Monitor; Baker, Bloom & Davis, 2016)

นี่คือเหตุผลที่ Yield พันธบัตรขึ้น
ทั้งที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอ — สัญญาณอันตราย



10. พันธบัตรสหรัฐแพ้ “การกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์”

นักลงทุนสถาบันระดับโลก (กองทุนบำเหน็จบำนาญ/กองทุนสำรอง)
ไม่ได้มองโลกแบบ “ประเทศเดียว” อีกต่อไป

งานของ BIS ชี้ว่า:
• การถือสินทรัพย์รัฐเดียวมากเกินไป = Concentration Risk
• ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้อง “ลดน้ำหนัก” โดยอัตโนมัติ (BIS Quarterly Review)

ดังนั้นการขาย:
• ไม่ต้องขายหมด
• แค่ปรับสัดส่วนจาก 60 → 50 → 45%

ก็เพียงพอจะ:
• ดัน Yield
• กดราคา
• สร้าง feedback loop ทางการเงิน

นี่คือ Sell America แบบเชิงระบบ ไม่ใช่แพนิควันเดียว



11. ดอลลาร์อ่อน ≠ ส่งออกดี (ในโลกปัจจุบัน)

ตำราดั้งเดิมบอกว่า:

ค่าเงินอ่อน → ส่งออกดี

แต่โลกปัจจุบัน:
• ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน
• ต้นทุนนำเข้าเป็นสัดส่วนใหญ่
• สินค้าไฮเทคพึ่งพาชิ้นส่วนต่างชาติ

งานของ OECD พบว่า ค่าเงินอ่อนในประเทศศูนย์กลาง
อาจ เพิ่มเงินเฟ้อเร็วกว่าการกระตุ้นส่งออก (OECD Trade in Value Added)

ผลคือ:
• ผู้บริโภคเจ็บ
• ธุรกิจ Margin หด
• เศรษฐกิจชะลอพร้อมเงินเฟ้อ → Stagflation



12. Fed ติดกับดักสามด้าน (Trilemma รุ่นใหม่)

ปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐเผชิญ Policy Trilemma ที่โหดกว่าเดิม:
1. คุมเงินเฟ้อ
2. พยุงตลาดพันธบัตร
3. รักษาเสถียรภาพการเมือง/การคลัง

งานวิจัยชี้ว่า ไม่สามารถทำได้พร้อมกันทั้งสามในสภาวะหนี้สูง (Blanchard, 2022)
• ลดดอกเบี้ย → เงินเฟ้อ/ดอลลาร์อ่อน
• คงดอกเบี้ยสูง → หนี้รัฐ/เอกชนตึง
• แทรกแซงตลาด → บ่อนทำลายความเชื่อมั่นระยะยาว

นี่คือเหตุผลที่ตลาด “ไม่เชื่อคำสัญญา” อีกต่อไป
และหันไปถือสินทรัพย์ที่ไม่ต้องพึ่งนโยบายใคร



13. ทำไมยุโรปไม่รีบ “แตกหัก” แต่เลือก “บั่นทอน”

เชิงกลยุทธ์ ยุโรปไม่ต้องการสงครามตรง
แต่เลือกใช้ Financial Statecraft:
• ลดการถือครอง
• กระจายทุน
• ใช้เครื่องมือกฎหมายการค้า (ACI)

งานของ Tooze ระบุว่า นี่คือการใช้อำนาจการเงินแบบต้นทุนต่ำ
แต่ผลสะเทือนสูง (Tooze, Shutdown, 2021)

ผลลัพธ์:
• ตลาดสหรัฐผันผวน
• ความเชื่อมั่นสั่น
• ต้นทุนทุน (Cost of Capital) สูงขึ้น



14. ทำไมทองคำ “ชนะ” แม้ดอกเบี้ยยังสูง

ตามทฤษฎี ทองควรแพ้ดอกเบี้ยสูง
แต่ข้อมูลจริงกลับตรงข้ามในช่วง Systemic Risk

งานเชิงประจักษ์พบว่า:
• เมื่อความเสี่ยงเชิงระบบ > ดอกเบี้ย
• ทองทำหน้าที่เป็น “Risk Neutral Asset” (Baur & McDermott, 2010)

เหตุผล:
• ไม่มีความเสี่ยงนโยบาย
• ไม่ผูกกับหนี้ใคร
• ไม่ถูกแช่แข็ง/คว่ำบาตรง่าย

ราคาทองที่พุ่งจึงสะท้อนว่า:

ตลาดกำลัง “ตั้งราคาความไม่แน่นอน” ไม่ใช่คาดกำไร



15. โลกกำลังก้าวสู่ Multipolar Finance (หลีกเลี่ยงไม่ได้)

รายงาน IMF และ BIS ตรงกันว่า:
• ทุนสำรองโลกกำลังกระจาย
• บทบาทสกุลเงินอื่นเพิ่ม
• สินทรัพย์จริง/ทองถูกใช้มากขึ้น

นี่ไม่ใช่การล้มสหรัฐ
แต่คือการ ลดการพึ่งพาแบบสุดโต่ง

ระบบใหม่:
• ผันผวนกว่า
• ต้นทุนสูงกว่า
• แต่ไม่รวมศูนย์



🔥 บทสรุปดุดัน (ไม่ปลอบใจ)

Sell America ไม่ใช่อารมณ์ตลาด
แต่คือการ “รีเซ็ตความเสี่ยง”

ทองคำไม่ใช่ฟองสบู่
แต่มันคือเครื่องวัดความไม่เชื่อใจ

และคนที่ยังคิดว่า
“เดี๋ยวทุกอย่างกลับปกติ”
กำลังยืนผิดฝั่งของประวัติศาสตร์

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC