Damus
nostrich profile picture
nostrich
คำเตือน: เป็นการเขียนเล่นกันว่าง ไม่ใช่งานเขียนวิชาการ

## ปริมาณข้อมูล

หอสมุดอเล็กซานเดรียเป็นสถานที่จัดเก็บ "ความรู้" จากงานเขียนต่าง ๆ ในรูปแบบของหนังสือม้วน กระดาษ โดยจากการประเมินแบบสมัยใหม่คาดว่าอาจจะมีการเก็บรักษาม้วนหนังสือเอาไว้ราว ๆ 94,000 ถึง 128,000 ม้วน (ยังไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่นอน)

หากเราลองคิดแบบหยาบ ๆ ว่าใน 1 ม้วนหนังสือ จะมีการเขียนตัวอักษรไว้ที่ประมาณ 10,000 ตัวอักษร และคิดเป็นข้อมูลทางดิจิตอลได้ประมาณ 60 KB (kilobytes)

ข้อมูลจากตัวอักษรในหนังสือม้วนจำนวน 128,000 ม้วน จะอยู่ที่ราว ๆ 7.5 GB (gigabytes) ซึ่งเล็กกว่าขนาดความจุของแฟลชไดร์ที่วางขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดในปัจจุบัน

มีการประเมินไว้อย่างคร่าว ๆ ว่าในปี 2024 ที่ผ่านมา มนุษย์ใช้งานข้อมูลในโลกของไซเบอร์สเปซอยู่ที่ราว ๆ 147 ZB (zettabytes) หรือ 147,000,000,000,000 GB (gigabytes) เฉลี่ย 402 ล้าน TB (terabytes) ต่อวัน หรือใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB ประมาณ 402 ล้านลูกต่อวัน

เพื่อความแฟร์ ข้อมูลทั้งของไซเบอร์สเปซเป็นการนับรวมไม่เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างการคัดลอกและจัดเก็บแบบหนังสือม้วนของหอสมุดอเล็กซานเดรีย กล่าวคือร่องรอยของการใช้งานทางดิจิตอลโดยผู้ใช้และระบบ เช่น การคัดลอก แคช บัฟเฟอร์ อื่น ๆ ถูกนำมานับรวมทั้งหมด

ถ้าหากเราใช้ข้อมูลเฉพาะด้านที่ใกล้เคียงกัน เช่น งานวิชาการ บทความวิชาการต่าง ๆ (DOI) จะอยู่ที่ราว ๆ 120 ล้านชิ้น (ไม่นับรูปแบบของไฟล์ PDF) โดยจะมีขนาดประมาณ 7.2 TB (terabytes) ซึ่งมากกว่าของหอสมุดอเล็กซานเดรียอยู่ประมาณ 1,000 เท่า

จากการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพแบบหยาบ ๆ จะเห็นได้ว่า ร่อยรอยของการใช้งานข้อมูลในเชิงกายภาพอย่างการเข้าใช้หอสมุดอเล็กซานเดรีย การค้นหาม้วนหนังสือ การสนทนากับบรรณาลักษณ์ถึงเนื้อหาเพื่อการเข้าถึงชุดความรู้ที่กำลังค้นหา ไม่ได้ถูกทำบันทึกไว้โดยใครในทางกายภาพ ซึ่งต่างจากในโลกของไซเบอร์สเปซที่ทุก ๆ ร่องรอยของการใช้งานจะต้องถูกจัดเก็บ หรือลบทิ้ง เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของสิ่งที่นำมาใช้ในการบันทึกข้อมูล
.

## ข้อมูล/มนุษย์

ในปัจจุบันมุษย์ใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งทางกายภาพจากการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าถึงข้อมูลภายในผ่านการนึกคิดภายในสมอง และการเพิ่มเข้ามาของอีกแหล่งหนึ่งซึ่งต่างจากมนุษย์ในยุคโบราณคือจากแหล่งของไซเบอร์สเปซ

ปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ผ่านเข้าออกสมองของมนุษย์ในแต่ละวันผ่านแหล่งของไซเบอร์สเปซทำให้มนุษย์นำพลังงานอันมีจำกัดไปใช้เพื่อการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับเข้ามาในปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน การใช้พลังงานในการจำแนกแยกแยะประเภทของข้อมูล ตัดสินเนื้อหาของข้อมูลที่ได้รับ และกระบวนการอื่น ๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจเพื่อการเอาชีวิตรอด เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น

จากช่วงเวลาก่อนหน้านี้ราว ๆ 20 ปี สื่ออย่างโทรทัศน์หรือวิทยุที่แพร่กระจายข่าวสาร ใช้วิธีการนำเสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (timely) โดยเป็นข้อมูลที่สรุปถึงเหตุการณ์นั้น ๆ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารสามารถนำไปใช้เพื่อการตัดสินใจได้ต่อว่าสิ่งนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่? ถ้าเกี่ยวแล้วต้องทำอะไรต่อ? ซึ่งต่างจากการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ยังมีการนำใส่ "ความคิดเห็น" ของผู้ประกาศ รวมไปถึงการใส่อารมณ์ลงไปในข้อมูลด้วยการใช้ "ความรู้สึกร่วม" จนเกินกว่าหน้าที่ของการเป็นแค่ข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไม่ได้มีนิยามที่เหมือนเดิมอีกต่อไป และกลายเป็นเหมือน "สื่อของการเล่าเรื่อง" ที่ผู้รับข่าวสารจะต้องแบกรับภาระทางข้อมูลที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขาอย่างเช่น ภาระทางอารมณ์จากการทำให้มีความรู้สึกร่วมในข้อมูลข่าวสารนั้น ๆ

"ไม่ได้พูดถึงการละทิ้งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (sympathy) เราต้องแยกให้ออกว่าความรู้สึกนั้นมาจากตัวเราเองที่รู้สึก หรือถูกทำให้มีความรู้สึกร่วม"
.

## โซเชียลมีเดียบนไซเบอร์สเปซ

โดยเฉพาะการมาของโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้งานทุก ๆ คนทำหน้าที่ไม่ต่างจากนักข่าวที่นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของตนเองลงบนพื้นที่ของไซเบอร์สเปซ ซึ่งทำให้แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละทวีปก็สามารถมองเห็นข้อมูลของความเป็นไปของคนอีกคนหนึ่งได้ในขณะนั้น โดยอาจเกี่ยวข้องกับการทำให้ต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง หรือแม้แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย โดยที่แรงจูงใจที่ทำให้เราสนใจถึงข้อมูลในชีวิตของคนอื่น ๆ ในโซเชียลมีเดียมาจากการความรู้สึกที่ต้อง "เปรียบเทียบ" ตัวเราเองกับสิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนอื่น ๆ

โซเชียลมีเดียด้วยตัวมันเองในช่วงที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาระบบอัลกอริทึมขึ้นมานั้น ไม่ได้ทำหน้าที่คอยชี้นำทางความคิดของผู้คนด้วยตัวมันเอง แต่เป็นมนุษย์เองที่ต่างก็ชี้นำกันเองผ่านการรับรู้ และการได้มองเห็นตัวอย่าง หรือแบบอย่าง เพราะนั่นทำให้มนุษย์สามารถใช้งานสมองได้ตรงตามฟังก์ชันที่มีมาตั้งแต่แรก การตัดสินใจบนการประหยัดพลังงาน และด้วยสิ่งเหล่านี้เมื่อไซเบอร์สเปซเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เข้ามาใช้ข้อมูลทุก ๆ รูปแบบร่วมกัน การที่มีผู้อื่นที่ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างจึงทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะการทำอะไรตาม ๆ กัน

"คุณเปิดร้านหมาล่า คุณขายดี และอีกสองอาทิตย์ต่อมาร้านหมาล่าก็ผุดขึ้นเต็มซอย"

จากการที่มนุษย์ดำเนินชีวิตโดยมีแหล่งข้อมูลที่เป็นส่วนเสริมที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วอย่างไซเบอร์สเปซจนใครหลายคนแทบจะแยกไม่ออกว่า ตัวตนไหนคือตัวตนในโลกทางกายภาพ และตัวตนไหนคือตัวตนในโลกไซเบอร์สเปซ หากว่าเรานั้นมีนิสัยอย่างหนึ่งผ่านตัวตนจำลองภายในโลกของไซเบอร์สเปซนิสัยเหล่านั้นในบางครั้งก็กลับถูกนำเอามาใช้ในชีวิตของเราจริง ๆ

"ตัวอย่าง เราใช้รูปแบบของภาษาที่ใช้ในการตอบไลน์เพื่อน ไปใช้ในการตอบอีเมลคู่ค้าที่ต้องใช้ภาษาแบบทางการ"

โซเชียลมีเดียจึงทรงพลังในการใช้เพื่อการชักจูงผู้คนให้คิด หรือเปลี่ยนให้ผู้ใช้เป็นไปในทิศทางใดก็ได้ ด้วยภาระทางข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล และมนุษย์ต้องการความง่ายในการตัดสินใจ การที่ได้เห็นว่าใครทำอะไรแล้วถูกชื่นชม ไปจนถึงการที่วัตถุสิ่งของบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยม ผู้ที่เป็นเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดียจึงมองเห็นถึงโอกาสในการได้รับผลประโยชน์ ผ่านการทำกำไรจากเวลา และความสนใจของผู้ใช้งาน

การมาถึงของระบบผู้สนับสนุน (Sponsor) ที่การจ่ายเงินให้กับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มเพื่อการทำให้ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ได้อย่างเป็นวงกว้าง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาระบบตัดสินใจเบื้องหลังอย่างระบบอัลกอริทึม ที่มีหน้าที่ทำการคัดเลือกเนื้อหาของข้อมูลต่าง ๆ ที่จะถูกเลือกเพื่อนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคนได้มองเห็น โดยที่ข้อมูลเหล่านั้นในความเป็นจริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานคนนั้น ๆ และอาจไม่ได้เป็นข้อมูลที่เขาคนนั้นกำลังให้ความสนใจ และเมื่อไม่ได้กำลังสนใจ ผู้ใช้งานจึงถูกบังคับให้มีพฤติกรรมของการปัดทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็นเหล่านั้นทิ้งไป ผ่านการเลื่อนไถ่หน้าฟีด ซึ่งไม่ได้เป็นไปด้วยการเจาะจงเฉพาะเพื่อการค้นหาข้อมูลที่คาดหวัง แต่เป็นการหวังว่าอาจจะมีอะไรอย่างอื่นที่อาจจะสนใจ

"คุณปัดทิ้งหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย คุณตอบคำถามตัวเองได้ไหมว่าคุณกำลังมองหาอะไร?"

เวลาที่ถูกใช้ไปของผู้ใช้เพียงแค่การปัดทิ้งหน้าฟีดจากสิ่งที่ไม่ได้สนใจ เป็นรายได้หลักของเจ้าของสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อระบบหลังบ้านแสดงถึงยอดการมองเห็นแม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ ถูกเก็บเป็นสถิติและรายงานสรุปให้กับผู้ที่จ่ายเงินให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม และในเมื่อหน้าฟีดแสดงผลนั้นมีสิ่งที่ไม่ได้กำลังสนใจ การปัดทิ้งเนื้อหาเหล่านั้นทิ้งไป จะดำเนินไปเพื่อการคาดหวังว่าฟีดจะแสดงถึงสิ่งที่น่าสนใจ

ยังไม่ได้พูดถึงไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) ที่เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ทุก ๆ อย่างต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุดบนข้อความตัวอักษร โดยทุก ๆ การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานบนไซเบอร์สเปซจะสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ขึ้นมาบนความเป็นไปได้ที่หลากหลาย ทำให้การเดินทางอยู่บนโลกของไฮเปอร์เท็กซ์เป็นเส้นทางที่เสมือนกับการอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีจุดจบ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของโซเชียลมีเดีย

"คุณเห็นข้อความหนึ่งที่น่าสนใจ ในขณะที่มีคอมเมนต์หนึ่งในนั้นก็น่าสนใจ คุณตัดสินใจกดคลิกเข้าไปในชื่อของแอคเคาท์นั้นเพื่อดูว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ก่อนจะพบกับเนื้อหามากมายที่เขาคนนั้นได้เคยโพสเอาไว้ นี่เป็นตัวอย่างของไฮเปอร์เท็กซ์ที่การเขียนหนังสือแบบทั่วไปทำแบบนั้นไม่ได้"
.

#siamstr
#siamstrOG