Damus
Jakk Goodday profile picture
Jakk Goodday
“5 นาทีแรก…ไม่ต้องพยายามเป็นใครให้ใครชอบ ขอแค่เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วปลอดภัยพอจะคุยต่อก็พอแล้ว”

เวลาไปมีตอัพ.. คุยงาน เสวนา หรือแค่นัดกินข้าวกันเฉย ๆ (ภาค2) ผมเห็นภาพเดิมวนกลับมาบ่อยมาก



คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ เขาขาดสนามซ้อม ที่จะพาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า แล้ววางใจให้เป็นธรรมชาติ

พอเดินเข้าไปในวงสนทนา มือก็ไม่รู้จะจับอะไร สายตาไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน

ในหัวเริ่มคิดยาวเป็นขบวน “เราจะดูแปลกไหม” “ถ้าไม่มีใครคุยด้วยล่ะ” “ถ้าพูดพลาดล่ะ” บลา บลา

สุดท้ายหลายคนยอมใช้พลังไปกับการประกอบตัวตนฉุกเฉินขึ้นมา.. พูดให้ดูเก่ง ทำให้ดูสนิท ทำให้ดูมีที่ยืน

แต่... พอกลับบ้านแล้วเหนื่อยยิ่งกว่าออกกำลังกายเสียอีก ทั้งที่ร่างกายแทบไม่ได้ขยับอะไรเลย

ถ้าให้ผมย่อยเรื่องนี้แบบคนธรรมดา ๆ ผมจะบอกว่า…

ใน 5 นาทีแรก เราไม่ได้คุยเพื่อเอาข้อมูล เราคุยเพื่อตั้งความปลอดภัยให้กันและกัน

เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ลึกกว่านั้นนิดหนึ่ง

สมองส่วนสัญชาตญาณของเราทำงานไวมากเวลาเจอคนใหม่ มันเหมือนยามเฝ้าประตูที่ไม่พูดอะไร แค่สแกนเงียบ ๆ ว่า คนนี้อยู่ใกล้แล้วสบายใจไหม?

หลายคนใช้เวลาประมาณ 5 นาที (ราวสามร้อยวินาที) ก่อนจะยอมผ่อนกล้ามเนื้อข้างในให้คนตรงหน้ามีที่ยืน

พอผ่านด่านนี้ไปได้ ประตูใจเขาจะเริ่มเปิดเองแบบไม่ต้องเอาอะไรมางัด

ผมเลยชอบมองการพูดคุยเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นพิธีทักทายของเผ่า

เมื่อเราเดินเข้าบ้านคนอื่น เราไม่พุ่งไปเปิดตู้เย็น เราทักเจ้าของบ้านก่อน ยิ้มก่อน ยืนให้เขารู้ว่ามาดี

ในวงสนทนาก็เหมือนกัน... ช่วงแรกทุกคนกำลังวัดอุณหภูมิอย่างเงียบ ๆ ว่าเราปลอดภัยสำหรับกันและกันมากแค่ไหน

ตรงนี้เองที่ผมชอบใช้อุปมาอุปมัยว่า “สะพานไม้ 3 แผ่น”

แผ่นแรกพาเราออกจากความเป็นคนแปลกหน้า

แผ่นที่สองพาเรามายืนระดับเดียวกัน

แผ่นที่สามค่อยพาไปไกลกว่านั้น... คุยเรื่องจริงใจ คุยเรื่องลึก คุยเรื่องที่มีค่า

ถ้าถามว่าแผ่นไม้แผ่นแรกหน้าตาเป็นยังไง
มันมักเริ่มจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าง่าย ๆ บรรยากาศ ทางมา คนเยอะ มุมยืน เพลง กาแฟ

คำทักสั้น ๆ สุภาพ ๆ พอให้ไหล่เขาตกลงนิดหนึ่ง เช่น..

“สวัสดีครับ มาครั้งแรกไหม"

“วันนี้ลมดีนะครับ เย็นกำลังพอดี”

ประโยคไม่ต้องคม ไม่ต้องดูฉลาด แค่อ่อนโยนพอให้คนอีกฝั่งรู้ว่า…อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องระวังตัวมากนักก็พอ

แล้วสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากกว่าคำพูด ก็คือ “ท่าทาง”

ลองสังเกตตัวเองเบา ๆ ว่าเผลอกอดอกไหม
เผลอเอาแก้วน้ำหรือโทรศัพท์มาบังช่วงอกไหม เผลอหันตัวหนีเหมือนเตรียมวิ่งออกจากวงไหม

ร่างกายคนเราส่งสัญญาณเร็วกว่าปากเสมอ

ท่าที่ผมว่าใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์คือ เปิด space

ไหล่ผ่อน แขนวางสบาย ๆ หันลำตัวเข้าหาคนที่คุยแบบพอดี ๆ ยืนให้มีช่องว่างพอหายใจ ไม่ชิดจนรุก ไม่ห่างจนเหมือนปิดประตู

ท่านี้เหมือนบอกเป็นภาษาที่ไม่ต้องมีคำว่า “ผมไม่มีอาวุธ ผมพร้อมฟัง”

คนส่วนใหญ่รับรู้ได้ทันที ถึงเขาไม่รู้ตัวว่ารู้

พอสะพานไม้แผ่นแรกวางแล้ว แผ่นที่สองคือ การเปิดนิดเดียว แล้วฟังยาว ๆ

แนะนำตัวพอเป็นพิธี

“ผม…ครับ สนใจเรื่องนี้อยู่ ยังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน”

จากนั้นถามแบบให้เกียรติ

“คุณสนใจมุมไหนเป็นพิเศษครับ”

คำถามดี ๆ ทำหน้าที่แทนเราได้มาก มันพาอีกฝ่ายเล่า พาเราได้ยินจังหวะชีวิตของเขา

และความลับเล็ก ๆ ของโลกนี้คือ…

คนเรามักจำคนที่ทำให้เขาพูดได้อย่างสบายใจ ได้แม่นกว่าคนที่พูดเก่ง

ส่วนแผ่นที่สาม.. การคุยให้ลึกขึ้น มันจะค่อยๆ เกิดเอง

เกิดตอนที่เราฟังจริง เกิดตอนเราไม่รีบโชว์ เกิดตอนเรายอมให้ความเงียบมีที่นั่งบนโต๊ะบ้าง

ทีนี้เรื่องที่คนติดมากที่สุดในมีตอัพ คือ ทางหนี

อยากดูดี อยากให้ทุกคนสบายใจ สุดท้ายก็ฝืนคุย ฝืนรับปาก ฝืนยิ้ม พอกลับบ้าน ก็ใจแห้งเหมือนโดนบีบน้ำออกจนหมด

ผมว่า.. การเดินออกจากวงสนทนาอย่างสุภาพ คือทักษะของผู้ใหญ่

มันรักษาน้ำใจคนอื่น พร้อมกับรักษาใจตัวเอง
วิธีที่ช่วยได้มากคือ…ทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อยขอตัว

เหมือนปิดประตูเบา ๆ แล้วเว้นกุญแจไว้ให้วันหน้า

ตัวอย่างประมาณนี้...

“ผมชอบมุมที่คุณเล่าเรื่องมากเลยครับ ขอผมไปเติมน้ำก่อน เดี๋ยวกลับมาคุยต่อได้ไหม”

“ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ขอผมไปทักเพื่อนแป๊บนึง เดี๋ยวไว้มาแลกกันต่อนะ”

“ขอพักหายใจสักนิดครับ เดี๋ยวถ้าคุณยังอยู่ ขอผมมานั่งฟังต่อนะ”

ประโยคพวกนี้มีเวทมนตร์อยู่ตรง.. ยังอยากคุยต่อ

คนฟังจะไม่รู้สึกถูกตัดเยื่อใย เราเองก็ไม่ต้องเสียพลังไปกับการฝืนอยู่

ท้ายที่สุด... ผมอยากให้เราไปมีตอัพด้วยใจที่เบาขึ้น ไปในฐานะคนธรรมดาที่พร้อมยิ้ม พร้อมฟัง พร้อมทัก

บางวันคุยน้อยก็ไม่เป็นไร แค่ไปโผล่หน้าให้โลกเห็นว่าเรายังอยู่ ก็ถือว่าก้าวแล้ว

5 นาทีแรกขอแค่ตั้งความปลอดภัยให้ผ่านก่อน ที่เหลือ…ความเป็นเพื่อนพ้องจะค่อย ๆ ทำงานของมันเอง

“ที่ยืนในสังคมไม่ได้เกิดจากการแสดงเก่ง
มันเกิดจากการอยู่ตรงนั้นอย่างจริงใจ จนคนอื่นสบายใจที่จะอยู่ใกล้เรา”

#JakkDiary #Siamstr