Damus
nostrich profile picture
nostrich


เมื่อรัฐพัง เงินพัง: บิตคอยน์ในอิหร่านไม่ใช่การเก็งกำไร แต่คือการเอาชีวิตรอดทางการเงิน
(อ้างอิงจาก: Crypto by efinanceThai)

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านไม่ใช่ “กระแสคริปโท” ไม่ใช่ “ความคลั่งไคล้เทคโนโลยี” และไม่ใช่ “ฟองสบู่” ตามวาทกรรมของรัฐหรือธนาคารกลางโลกตะวันตก
แต่มันคือ การลงคะแนนเสียงทางเศรษฐกิจของประชาชนต่อรัฐที่ล้มเหลว

การที่ชาวอิหร่านจำนวนมากเร่งถอนบิตคอยน์ออกจากกระดานเทรดไปสู่กระเป๋าเงินส่วนตัวในช่วงการประท้วงและการควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มข้น คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า

เมื่อรัฐไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันคุณค่าของเงินได้ ประชาชนจะสร้างระบบการเงินของตนเอง

(Chainalysis, 2024)



1. ค่าเงินเรียล (IRR) ล่มสลาย: ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่อุบัติเหตุ

ค่าเงินเรียลอิหร่านไม่ได้ “อ่อนค่า”
แต่มัน สูญเสียสถานะการเป็นเงิน (monetary legitimacy collapse)

งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ชัดว่า เมื่อเงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง + การควบคุมเงินทุน + การขาดความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง จะนำไปสู่ “currency substitution” หรือการที่ประชาชนละทิ้งเงินชาติของตนเอง (Calvo & Vegh, 1992; Reinhart et al., 2014)

ในกรณีอิหร่าน:
• เงินเฟ้อเรื้อรังระดับสองหลัก
• การคว่ำบาตรทำให้ทุนไหลออกไม่ได้
• รัฐใช้นโยบายการเงินเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง ไม่ใช่เสถียรภาพระยะยาว

ผลลัพธ์คือ เงินประจำชาติกลายเป็นภาระ ไม่ใช่เครื่องมือออมค่า



2. การถอน BTC = การปฏิเสธรัฐในเชิงโครงสร้าง

ข้อมูลจาก Chainalysis ระบุชัดว่า
ช่วงปลายธันวาคมถึงต้นมกราคม ปริมาณ BTC ที่ถูกถอนจากกระดานเทรดในอิหร่านไปยังกระเป๋าเงินส่วนตัวที่ไม่สามารถระบุตัวตน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิค
แต่มันคือ การแยกตัวทางอธิปไตยทางการเงิน (financial secession)

นักเศรษฐศาสตร์สถาบันเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า

Exit over Voice
เมื่อประชาชนไม่สามารถ “เปลี่ยนรัฐ” ได้ ก็ “ออกจากระบบของรัฐ” แทน
(Hirschman, 1970)

บิตคอยน์จึงไม่ใช่การลงทุน แต่คือ ทางหนี (exit infrastructure)



3. บิตคอยน์ในฐานะ “เงินยามรัฐล้มเหลว”

งานวิจัยเปรียบเทียบประเทศที่เผชิญวิกฤตการเงินและการเมือง (เวเนซุเอลา เลบานอน อาร์เจนตินา อิหร่าน) พบรูปแบบเดียวกันอย่างชัดเจน:
• ความต้องการ BTC เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต
• การถือครองแบบ self-custody เพิ่มขึ้น
• การใช้งานเพื่อเก็บมูลค่า มากกว่าการเก็งกำไร

(Chainalysis, 2023; Baur et al., 2018)

บิตคอยน์มีคุณสมบัติที่เงินรัฐไม่มี:
• อุปทานจำกัด 21 ล้านเหรียญ
• ไม่ขึ้นกับธนาคารกลาง
• ไม่สามารถพิมพ์เพื่อกลบความผิดพลาดของนโยบาย
• โอนข้ามพรมแดนได้แม้รัฐปิดประเทศ

ในบริบทนี้ การถือ BTC คือ การป้องกันความรุนแรงเชิงโครงสร้างของรัฐต่อทรัพย์สินประชาชน



4. ความย้อนแย้งเชิงอำนาจ: เมื่อรัฐเองก็ใช้คริปโท

รายงานเดียวกันชี้ว่า
กระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) มีสัดส่วนกิจกรรมคริปโทมากกว่า 50% ของมูลค่าคริปโทที่ไหลเข้าอิหร่านในไตรมาส 4 ปี 2025

นี่คือความย้อนแย้งเชิงอำนาจอย่างรุนแรง:
• รัฐกดประชาชนไม่ให้หนีออกจากระบบ
• แต่รัฐเองใช้คริปโทเพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร

งานวิจัยด้าน political economy เรียกสิ่งนี้ว่า

Asymmetric financial repression
รัฐผูกขาดช่องทางหนี แต่ปิดทางหนีของประชาชน
(Acemoglu & Robinson, 2019)



5. บทเรียนที่โลกไม่อยากยอมรับ

สิ่งที่อิหร่านสะท้อนไม่ใช่อนาคตแบบ dystopia
แต่คือ อนาคตที่เป็นไปได้ของทุกประเทศที่รัฐใช้อำนาจเหนือเงินมากกว่าความรับผิดชอบ

บิตคอยน์ไม่ได้ทำลายรัฐ
รัฐที่ไร้วินัยต่างหากที่ผลักประชาชนให้ต้องหนี

ในเชิงวิชาการ นี่คือสัญญาณของ:
• การสลายของ monetary sovereignty
• การเกิดระบบการเงินคู่ขนาน (parallel financial system)
• การเปลี่ยน “เงิน” จากเครื่องมือรัฐ → เครื่องมือประชาชน



บทสรุป (แบบไม่ประนีประนอม)

ชาวอิหร่านไม่ได้ “เลือกบิตคอยน์”
แต่พวกเขา ถูกบังคับให้เลือกมัน
เพราะรัฐทำลายเงินของตนเองก่อน

และนี่คือคำเตือนถึงทุกประเทศ:

เมื่อเงินของรัฐไม่สามารถเก็บคุณค่าได้
ประชาชนจะสร้างเงินที่รัฐควบคุมไม่ได้
ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์
แต่เพราะสัญชาตญาณการอยู่รอด



อ้างอิง (ในวงเล็บ)
• Chainalysis (2023, 2024) Crypto Adoption & Geopolitical Risk Reports
• Calvo, G., & Vegh, C. (1992). Currency Substitution in Developing Countries
• Reinhart, C. et al. (2014). Financial Repression Redux
• Baur, D., Hong, K., & Lee, A. (2018). Bitcoin: Medium of Exchange or Speculative Asset?
• Hirschman, A. O. (1970). Exit, Voice, and Loyalty
• Acemoglu, D., & Robinson, J. (2019). The Narrow Corridor



6. บิตคอยน์ไม่ใช่ภัยต่อรัฐ — แต่มันคือเครื่องตรวจจับรัฐล้มเหลว

รัฐจำนวนมากพยายามสร้างกรอบความคิดว่า

“บิตคอยน์ = ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ”

แต่งานวิจัยด้าน comparative political economy ชี้ตรงกันข้ามอย่างชัดเจนว่า
บิตคอยน์ไม่ได้ทำให้รัฐพัง
รัฐที่พังต่างหากทำให้บิตคอยน์จำเป็น

(Milgrom & Roberts, 1992; North, 1990)

หากรัฐมีคุณสมบัติดังนี้:
• เงินเฟ้อต่ำและคาดการณ์ได้
• ธนาคารกลางมีความเป็นอิสระจริง
• ระบบกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สิน
• ไม่มีการยึดเงินหรือจำกัดการถอนแบบตามอำเภอใจ

ประชาชน ไม่มีเหตุผลใด ต้องถือสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงอย่างบิตคอยน์

ดังนั้น การที่ BTC ถูกใช้อย่างเข้มข้นในอิหร่าน
คือ ผลตรวจ (diagnostic signal) ไม่ใช่ต้นเหตุของโรค



7. Self-custody = การปฏิวัติที่ไม่ต้องชุมนุม

การถอนบิตคอยน์ออกจากกระดานเทรดไปสู่กระเป๋าเงินส่วนตัว
คือการกระทำทางการเมืองที่ ไม่ต้องใช้ป้าย ไม่ต้องใช้เวที และไม่ต้องใช้เสียงตะโกน

นักทฤษฎีการเมืองเรียกสิ่งนี้ว่า

Silent Institutional Revolt
การต่อต้านที่ไม่เผชิญหน้า แต่ทำให้โครงสร้างเดิมหมดความหมาย
(Scott, 1985)

เพราะทันทีที่ประชาชน:
• ไม่ฝากเงินไว้กับสถาบันที่รัฐควบคุม
• ไม่ต้องขออนุญาตโอนเงิน
• ไม่ต้องพึ่งระบบธนาคารภายในประเทศ

อำนาจทางการเงินของรัฐจะ หดตัวโดยไม่ต้องยิงกระสุนนัดเดียว

นี่คือเหตุผลที่รัฐกลัว self-custody มากกว่า “ราคา BTC ขึ้นลง”



8. วาทกรรม “ป้องกันประชาชน” คือข้ออ้างของการควบคุม

รัฐมักอ้างว่า:
• ปิดกระดานเทรดเพื่อป้องกันการฟอกเงิน
• คุมคริปโทเพื่อเสถียรภาพระบบ
• แบนบิตคอยน์เพื่อปกป้องผู้บริโภค

แต่ในประเทศอย่างอิหร่าน
รัฐ ไม่เคยปกป้องประชาชนจากเงินเฟ้อ
รัฐ ไม่เคยชดเชยการสูญเสียอำนาจซื้อ
รัฐ ไม่เคยรับผิดชอบต่อการพิมพ์เงินจนค่าแรงไร้ค่า

ในเชิงวิชาการ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า

Paternalism without Accountability
การอ้างความหวังดีโดยไม่ต้องรับผิด
(Sunstein & Thaler, 2003)

บิตคอยน์จึงกลายเป็นภัย
ไม่ใช่เพราะมันอันตราย
แต่เพราะมัน ทำให้คำโกหกของรัฐไม่จำเป็นอีกต่อไป



9. IRGC กับคริปโท: ความจริงที่รัฐไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจ

ข้อเท็จจริงที่เจ็บปวดคือ
โครงสร้างอำนาจของรัฐอิหร่าน ไม่ได้ต่อต้านคริปโทในเชิงหลักการ

รัฐต่อต้าน การที่ประชาชนเข้าถึงคริปโท
แต่ยอมรับ การที่รัฐใช้คริปโท

นี่คือรูปแบบคลาสสิกของ:

“Rules for thee, but not for me”

ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม
แต่คือ ตรรกะของอำนาจ

รัฐต้องการ:
• เครื่องมือหลบคว่ำบาตร
• ช่องทางชำระเงินนอกระบบดอลลาร์
• สินทรัพย์ที่ยึดไม่ได้จากต่างชาติ

แต่ไม่ต้องการให้ประชาชน:
• หนีเงินเฟ้อ
• โอนเงินข้ามพรมแดน
• ถือครองอำนาจต่อรองทางการเงิน

นี่ไม่ใช่ความย้อนแย้ง
แต่มันคือ ภาพจริงของรัฐอำนาจนิยมยุคดิจิทัล



10. บทเรียนที่แรงกว่าสำหรับประเทศอื่น (รวมถึงไทย)

อิหร่านไม่ใช่กรณีพิเศษ
มันคือ กรณีศึกษาล่วงหน้า

งานวิจัยด้าน early warning signals ชี้ว่า
การเพิ่มขึ้นของการถือครองสินทรัพย์นอกระบบรัฐ
คือสัญญาณล่วงหน้าของ:
• ความไม่เชื่อมั่นเชิงสถาบัน
• ความเปราะบางทางการเงิน
• ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเมือง

(Minsky, 1986; Gorton, 1988)

คำถามที่ประเทศอื่นควรถามไม่ใช่:

“จะคุมบิตคอยน์อย่างไร”

แต่คือ:

“ทำไมประชาชนถึงอยากหนีเงินของเรา”



บทสรุปสุดท้าย (แบบไม่留หน้า)

บิตคอยน์ไม่ใช่การปฏิวัติที่เริ่มจากอุดมการณ์
แต่มันคือ การอพยพของเหตุผล

เมื่อรัฐ:
• ใช้เงินเป็นเครื่องมืออำนาจ
• ใช้เงินเฟ้อเป็นภาษีแฝง
• ใช้กฎหมายเป็นกรง

ประชาชนจะไม่ขอปฏิรูป
แต่จะ ออกจากระบบอย่างเงียบงัน

และประวัติศาสตร์สอนชัดเจนว่า

รัฐใดที่ประชาชนไม่ใช้เงินของมัน
รัฐนั้นกำลังหมดความหมาย
แม้ยังมีธง มีทหาร และมีคำสั่ง

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC