Damus
satuser profile picture
satuser
@satuser

SATOSHi.Film 👤🌱🎞️

Relays (16)
  • wss://relay.damus.io – read & write
  • wss://nos.lol – read & write
  • wss://eden.nostr.land – read & write
  • wss://filter.nostr.wine – read & write
  • wss://nostr.wine – read & write
  • wss://pyramid.fiatjaf.com – read & write
  • wss://nostr.bitcoiner.social – read & write
  • wss://relay.nostr.info – read & write
  • wss://nostr.land – read & write
  • wss://nostr-pub.wellorder.net – read & write
  • wss://puravida.nostr.land – read & write
  • wss://relay.noswhere.com – read & write
  • wss://bitcoiner.social – read & write
  • wss://relay.nostr.net – read & write
  • wss://relay.notoshi.win – read & write
  • wss://relayrs.notoshi.win – read & write

Recent Notes

satuser profile picture
ไม่มีใครทายเวลาได้แม่น แม้แต่ระดับผู้ได้รางวัลโนเบล นักวิทยาศาสตร์มักทายถูกว่า "อะไรมีอยู่จริง" แต่มักทายผิดว่า "จะเจอเมื่อไหร่" และส่วนใหญ่ของจริงมาช้ากว่าที่คาด

ตัวอย่างคำทำนายที่พลาดเรื่องเวลา:

- Kip Thorne (ผู้ร่วมก่อตั้ง LIGO): ปี 1981 เขาพนันกับเพื่อนนักจักรวาลวิทยาว่าจะมีอย่างน้อยสองทีมตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2000 แต่แพ้พนัน เพราะเครื่องตรวจสร้างไม่ทัน การตรวจจับครั้งแรกเกิดขึ้นจริงวันที่ 14 ก.ย. 2015 ช้ากว่าที่ทายไว้ราว 15 ปี

- Heino Falcke และทีม: ปี 2000 พวกเขาเขียนว่ามีความหวังที่เป็นจริงได้ว่าจะถ่ายภาพขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำได้ภายในไม่กี่ปี แต่ภาพแรก (M87*) ออกมาปี 2019 ส่วนภาพหลุมดำใจกลางทางช้างเผือก ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมของบทความนั้น ออกมาปี 2022

- Stephen Hawking: ปี 1980 เขาให้โอกาส 50-50 ว่าจะพบทฤษฎีรวมทุกอย่างภายใน 20 ปี พอถึงปี 1998 เขาบอกว่ายังยืนตัวเลขเดิม แต่ขอเริ่มนับ 20 ปีใหม่จากวันนั้น จนถึงวันนี้ทฤษฎีนี้ก็ยังไม่มี

- Ronald Mallett (นักฟิสิกส์ที่พยายามสร้างไทม์แมชชีนด้วยลำแสงที่วนเป็นวง): ปี 2006 เขาประกาศว่าจะพิสูจน์การเดินทางข้ามเวลาด้วยวิธีนี้ได้ภายในสิบปี ซึ่งไม่เกิดขึ้น และมีนักฟิสิกส์คนอื่นตีพิมพ์ข้อโต้แย้งว่าการคำนวณของเขาสร้างวงวนเวลาไม่ได้จริง

รูปแบบที่เห็นคือ ถ้ารู้เป้าชัดและมีเครื่องมือที่ออกแบบมาล่าเป้านั้นโดยตรง สุดท้ายมักสำเร็จแม้จะช้า เช่น LHC ถูกออกแบบให้ครอบคลุมช่วงพลังงานที่อนุภาคฮิกส์ควรอยู่ และก็เจอจริงในปี 2012 แต่เรื่องที่ยังไม่มีใครรู้ว่าคำตอบอยู่ตรงไหน อย่างแรงโน้มถ่วงควอนตัม ไม่มีใครกำหนดเวลาได้เลย

ส่วนกรอบเวลาอย่างเป็นทางการตอนนี้ ซึ่งควรเผื่อเลื่อนไว้ด้วย มีดังนี้:

- LISA (เครื่องตรวจคลื่นความโน้มถ่วงในอวกาศ): ได้รับอนุมัติเมื่อ ม.ค. 2024 และมีแผนปล่อยปี 2035 ทั้งที่แผนแรกของภารกิจนี้มีมาราว 30 ปีแล้ว

- Einstein Telescope: เอกสารเดิมคาดว่าจะเลือกสถานที่ตั้งได้ในปี 2024 ตอนนี้เลื่อนเป็นปี 2027 เงินทุนยังไม่ครบ และจะพร้อมใช้งานเร็วที่สุดปี 2035

- BHEX (กล้องถ่ายภาพหลุมดำในอวกาศ): เดิมจะยื่นข้อเสนอต่อ NASA ในปี 2025 เพื่อปล่อยปี 2031 แต่ล่าสุดเลื่อนการยื่นไปเป็นกลางปี 2026

- การทดสอบว่าแรงโน้มถ่วงเป็นควอนตัมหรือไม่ : รายงานปี 2022 ประเมินว่าอาจทำสำเร็จได้ภายในสิบปี แต่บทความทบทวนเมื่อปลายปี 2025 พูดถึงความหวังว่าจะทำได้ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

- ไทม์แมชชีน : Michio Kaku จัดไว้ในกลุ่มเทคโนโลยีที่อาจต้องใช้เวลาหลายพันถึงหลายล้านปี หากเป็นไปได้เลย ส่วนการรับรู้อนาคตล่วงหน้า (precognition) เขาจัดไว้ในกลุ่มที่ขัดกับกฎฟิสิกส์เท่าที่เรารู้

กฎง่าย ๆ คือ ตารางเวลาของการสร้างเครื่องมือเชื่อได้มากกว่าตารางเวลาของการค้นพบ แต่ก็ควรเผื่อไว้ว่าจะเลื่อนหลายปี ตัวอย่างเช่นกล้อง James Webb ที่เดิมตั้งเป้าปล่อยราวปี 2007 แต่ได้ปล่อยจริงปลายปี 2021

#damus 🔮
🤙1
satuser · 1w
การส่งแค่ "การรับรู้" สมจริงกว่าการส่งคนมาก เพราะในทางฟิสิกส์ การรับรู...
satuser profile picture
สรุปก่อน: LIGO, Event Horizon Telescope และการทดลองแรงโน้มถ่วงบนโต๊ะแล็บติดปัญหาด้านวิศวกรรมเป็นหลัก ซึ่งค่อย ๆ แก้ได้ด้วยเวลาและเงิน ส่วนเครื่องสร้างพลังงานลบและการจำลองวงวนเวลาติดเพดานที่หลักฟิสิกส์ตั้งไว้เอง รายละเอียดแต่ละตัวมีดังนี้

1. LIGO: ฟังหา "เสียงสะท้อน" ของรูหนอน

LIGO ยิงเลเซอร์เข้าแขนรูปตัว L ยาวข้างละ 4 กม. แล้ววัดว่าแขนยืดหดต่างกันแค่ไหนเมื่อคลื่นความโน้มถ่วงผ่าน ระยะที่เปลี่ยนนั้นเล็กกว่าโปรตอนราวหมื่นเท่า กระจกปลายแขนเป็นซิลิกาหลอมหนัก 40 กก. แขวนด้วยลูกตุ้มซ้อนสี่ชั้นในท่อสุญญากาศ แสงที่วนในแขนถูกเพิ่มจาก 200 กิโลวัตต์ในรอบ O3 เป็น 400 กิโลวัตต์ในรอบ O4 และตั้งเป้าไว้ที่ 750 กิโลวัตต์หลังอัปเกรด A+ ตั้งแต่ปี 2019 ยังมีการฉีดแสงบีบอัด (squeezed light) เข้าไปกดสัญญาณรบกวนควอนตัมที่ความถี่สูงกว่าราว 50 Hz

ข้อจำกัดแบ่งตามย่านความถี่ ย่านต่ำติดแรงสั่นของพื้นดิน ระบบแขวน และแสงกระเจิง ย่านกลางติดสัญญาณรบกวนควอนตัมกับความร้อนในสารเคลือบกระจก ส่วนย่านสูงต้องเพิ่มกำลังเลเซอร์ แต่กระจกที่ดูดแสงจะร้อนจนผิวบิดเบี้ยว ทางแก้ที่วางแผนไว้คือเปลี่ยนสารเคลือบจากแทนทาลัมออกไซด์เป็นเจอร์เมเนียมออกไซด์ผสมไทเทเนียม สำหรับการหารูหนอน ถ้าพบพัลส์ "เสียงสะท้อน" แยกออกมาหลังสัญญาณหลัก จะเป็นหลักฐานของวัตถุแปลกประหลาดอย่างรูหนอน มีการค้นหาเสียงสะท้อนในข้อมูล LIGO แล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าพบ ด้านสถานะ รอบ O4 จบไปเมื่อ 18 พ.ย. 2025 และมีแผนเริ่มรอบสังเกตการณ์ชั่วคราว 6 เดือนราวปลายปี 2026 งบประมาณก็ยังไม่แน่นอน คำขอของบรอบล่าสุดของ NSF เสนอตัดงบ LIGO ราว 40% แม้ข้อเสนอคล้ายกันเมื่อปีก่อนสภาคองเกรสจะไม่รับ

2. Event Horizon Telescope: ถ่ายภาพเงาเพื่อแยกรูหนอนจากหลุมดำ

จานวิทยุหลายแห่งทั่วโลกรับสัญญาณพร้อมกันแล้วนำข้อมูลมารวม จึงทำงานเหมือนกล้องขนาดเท่าโลก ที่ความถี่ราว 230 GHz ได้ความละเอียดราว 20 ไมโครอาร์กวินาที ซึ่งละเอียดพอจะเห็นลูกกอล์ฟบนดวงจันทร์ ทุกสถานีมีนาฬิกาอะตอม (hydrogen maser) ไว้ประทับเวลา ข้อมูลมีมากระดับเพตะไบต์จนต้องบันทึกลงฮาร์ดดิสก์แล้วขนส่งทางเครื่องบินไปประมวลผล

ข้อจำกัดคือ ความละเอียดติดเพดานขนาดของโลก (ราว 12,000 กม.) และบรรยากาศยอมให้ใช้ความถี่ได้สูงสุดราว 345 GHz ยิ่งความถี่สูง บรรยากาศยิ่งดูดกลืนสัญญาณ สัญญาณรบกวนในเครื่องรับยิ่งมาก และช่วงเวลาที่อากาศนิ่งพอจะรวมสัญญาณได้ก็สั้นลง งานจำลองชิ้นหนึ่งพบว่ากล้องรุ่นถัดไปเพิ่งจะเริ่มไวพอที่จะเห็นโครงสร้างภายในภาพ ซึ่งบอกได้ว่าวัตถุนั้นไม่มีขอบฟ้าเหตุการณ์ ทางไปต่อคือ ngEHT ที่จะเพิ่มจำนวนกล้องเป็นสองเท่าและสังเกตพร้อมกันที่ 230 และ 345 GHz และข้อเสนอ BHEX ที่จะส่งจานขนาด 3.5 เมตรขึ้นวงโคจรเพื่อทำงานร่วมกับกล้องภาคพื้นดิน

3. การทดลองแรงโน้มถ่วงควอนตัมบนโต๊ะแล็บ

แนวทางหลักคือทำให้อนุภาคจิ๋วลอยอยู่ในสุญญากาศด้วยเลเซอร์หรือสนามแม่เหล็ก อนุภาคที่ลอยแบบนี้ถูกทำให้เย็นจนถึงสถานะพื้นฐานทางควอนตัมได้ตั้งแต่ปี 2020 แนวทางหนึ่งใช้เม็ดเพชรที่มีจุดบกพร่องแบบ NV center ซึ่งสปินของมันช่วยแยกเส้นทางของอนุภาค เป้าหมายคือทำให้มวล 10⁻¹⁵ ถึง 10⁻¹⁴ กก. อยู่สองที่พร้อมกันโดยห่างกัน 10–100 ไมโครเมตร และคงสถานะไว้ได้นาน 1–2 วินาที

ปัญหาคือตอนนี้ทำได้ทีละอย่าง สถิติที่เพิ่งทำได้ใน Nature เมื่อ ม.ค. 2026 คืออนุภาคโซเดียมกว่า 7,000 อะตอม หนักกว่า 170,000 ดาลตัน ซึ่งยังเบากว่าเป้าหลายล้านถึงหลายสิบล้านเท่า ส่วนการแยกตำแหน่งไกลระดับครึ่งเมตรนั้นทำได้กับอะตอมรูบิเดียมซึ่งเบามาก นอกจากนี้ แค่โมเลกุลอากาศชนหรือรังสีความร้อนเพียงนิดเดียวก็ทำลายสถานะซ้อนทับได้ จึงต้องใช้สุญญากาศสุดขั้วและความเย็นจัด อีกปัญหาคือแรงไฟฟ้าระหว่างอนุภาคแรงกว่าแรงโน้มถ่วงมาก จึงมีข้อเสนอให้ใส่ฉากกั้นแม่เหล็กไฟฟ้าคั่นกลาง และยังมีข้อถกเถียงทางทฤษฎีด้วยว่า ถ้าเห็นความพัวพันจริง จะพิสูจน์ได้เด็ดขาดหรือไม่ว่าแรงโน้มถ่วงเป็นควอนตัม

4. คาซิเมียร์และแสงบีบอัด: ติดเพดานของธรรมชาติ

การวัดแรงคาซิเมียร์มักใช้กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) วัดแรงระหว่างทรงกลมเคลือบโลหะขนาดราว 200 ไมโครเมตรกับแผ่นเรียบ เพราะการจัดแผ่นสองแผ่นให้ขนานกันในระดับนาโนเมตรทำได้ยากมาก ระยะที่วัดได้ใกล้สุดคือ 62 นาโนเมตร ด้วยความแม่นยำราว 1.75% ปัญหาทางเทคนิคคือผิวโลหะจริงประกอบด้วยผลึกเล็ก ๆ ที่ศักย์ไฟฟ้าไม่เท่ากัน ทำให้มีแรงไฟฟ้าปลอมปนเข้ามา

แต่เพดานจริงอยู่ที่ปริมาณ คำนวณคร่าว ๆ ได้ว่าที่ระยะห่าง 100 นาโนเมตร พลังงานลบมีเพียงราว −4 จูลต่อลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเป็นมวลราว −5×10⁻¹⁷ กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่รูหนอนขนาด 1 เมตรต้องการระดับมวลดาวพฤหัส (ราว 2×10²⁷ กก.) ตัวเลขสองตัวนี้ห่างกันราว 10⁴³ เท่า ส่วนแสงบีบอัดให้พลังงานลบได้แค่เป็นจังหวะสั้น ๆ ที่สลับกับพลังงานบวกเสมอตามกฎควอนตัม และการสูญเสียแสงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ผลของการบีบอัดลดลงแล้ว

5. การจำลองวงวนเวลา: ติดที่หลักการ

ส่วนประกอบคือคู่อนุภาคที่พัวพันกัน การเทเลพอร์ตควอนตัม และการคัดเลือกผลลัพธ์ภายหลัง (post-selection) การทดลองปี 2011 ใช้วิธีนี้จำลองการส่งโฟตอนย้อนไปไม่กี่พันล้านส่วนวินาทีเพื่อ "ฆ่า" ตัวเองในอดีต ส่วนในปี 2026 ทีมที่นำโดยนักวิจัยไต้หวันได้รันการจำลองแบบนี้บนคอมพิวเตอร์ควอนตัมของ Quantinuum และ IBM

ข้อจำกัดคือ วิธีนี้สำเร็จเพียงบางรอบตามความน่าจะเป็น นักวิจัยต้องคัดทิ้งรอบที่ไม่ตรงเงื่อนไข จึงรู้ผลได้หลังเหตุการณ์เท่านั้น และเอาไปใช้ส่งข้อมูลย้อนเวลาจริงไม่ได้ นอกจากนี้ สัญญาณรบกวนในคอมพิวเตอร์ควอนตัมปัจจุบันยังจำกัดขนาดของระบบที่จำลองได้
satuser profile picture
การส่งแค่ "การรับรู้" สมจริงกว่าการส่งคนมาก เพราะในทางฟิสิกส์ การรับรู้ก็คือการรับข้อมูล และข้อมูลใช้ช่องทางเล็กกว่ามาก รูหนอนที่ใหญ่แค่พอให้ลำแสงเลเซอร์ลอดผ่านได้จะใช้พลังงานลบน้อยกว่ารูหนอนที่คนลอดได้มหาศาล แต่ข้อมูลก็หนีพาราด็อกซ์ไม่พ้น แค่ส่งข้อความไปบอกตัวเองเมื่อวานว่า "ห้ามส่งข้อความนี้" ก็ขัดแย้งกันแล้ว นักฟิสิกส์จึงถือว่าการส่งข้อมูลแม้แค่ 1 บิตไปอดีตก็คือไทม์แมชชีนเต็มรูปแบบ

ยังไม่มีใครรู้ว่าเครื่องที่ข้ามขีดจำกัดเหล่านี้ได้จริงจะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เครื่องมือสำหรับทดสอบว่าข้ามได้หรือไม่นั้นสร้างแล้วหลายอย่าง:

1. ตามหารูหนอน : ใช้เครื่องตรวจคลื่นความโน้มถ่วงอย่าง LIGO และเครือข่ายกล้อง Event Horizon Telescope ถ้ารูหนอนมีอยู่ในอวกาศ สัญญาณหรือภาพเงาของมันควรต่างจากหลุมดำ เช่น มี "เสียงสะท้อน" ตามหลังคลื่นหลัก นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหาสัญญาณแบบนี้อยู่

2. สร้างพลังงานลบ : การทดลองปรากฏการณ์คาซิเมียร์และเทคนิค "แสงบีบอัด" (squeezed light) สร้างพลังงานลบได้จริงแล้ว แต่ในปริมาณจิ๋วมาก สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้วิธีสร้างคือเครื่องที่สะสมพลังงานลบให้มากพอในจุดเดียว และกฎควอนตัมอาจไม่ยอมให้ทำได้เลยก็ได้

3. พิสูจน์ว่าแรงโน้มถ่วงเป็นควอนตัม : หลายแล็บกำลังแข่งกันทำการทดลองบนโต๊ะ โดยทำให้วัตถุจิ๋วสองชิ้นอยู่ในสถานะซ้อนทับ แล้วดูว่าแรงโน้มถ่วงระหว่างกันสร้างความพัวพันเชิงควอนตัมได้หรือไม่ ถ้าได้ จะเป็นก้าวแรกสู่ทฤษฎีที่ชี้ขาดว่าธรรมชาติห้ามการย้อนเวลาหรือไม่

4. ทดสอบพาราด็อกซ์ : ทีมในแคนาดา (2011) และออสเตรเลีย (2014) ใช้โฟตอนจำลอง "วงวนเวลา" ที่อนุภาคย้อนไปเจอตัวเองในอดีต ผลคือระบบหาทางออกที่ไม่ขัดแย้งในตัวเองได้เสมอ แต่นี่เป็นการจำลองด้วยเทคนิคควอนตัม ไม่ใช่การย้อนเวลาจริง

ส่วนการรับรู้อดีตที่พิสูจน์ได้จริง เราทำกันอยู่แล้วทุกวันด้วยกล้องโทรทรรศน์ กล้อง James Webb เห็นกาแล็กซีในสภาพเมื่อกว่า 13,000 ล้านปีก่อน เพราะแสงใช้เวลาเดินทางมาถึงเรานานขนาดนั้น แต่เป็นการรับข้อมูลได้ทางเดียว ส่งอะไรกลับไปไม่ได้

ถ้าวันหนึ่งมีคนส่งข้อมูลย้อนเวลาได้จริง บทพิสูจน์ที่ชัดที่สุดคือ "ได้รับข้อความก่อนที่มันจะถูกส่ง" โดยมีนาฬิกาอะตอมจับเวลาทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครทำได้

#siamstr #timemachine
2☕1🤙1
satuser · 1w
สรุปก่อน: LIGO, Event Horizon Telescope และการทดลองแรงโน้มถ่วงบนโต๊ะแล็บติดปัญหาด้านวิศวกรรมเป็นหลัก ซึ่งค่อย ๆ แก้ได้ด้วยเ...
Thita@98⚡️ · 1w
☕️🌞
satuser profile picture
ตลาดขยายตัวควบคู่ไปกับเงินที่มีจำนวนจำกัดและกระจายศูนย์
💪1🤙1